วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โอกาสที่มอบให้...

โอกาสที่มอบให้...

แม้จะทำผิดพลาด ทำตัวไม่เหมาะสม แต่ด้วยความที่เป็นสายเลือดเดียวกัน พี่น้องกัน ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด...

บางที อาจเป็นกรรมเก่า (อย่างที่บางคนว่าไว้) ที่ต้องเจอพฤติกรรมย่ำแย่อย่างนี้ เป็นกรรมที่จะต้องชดใช้...

...อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิดไปละกัน..

ทำบุญบนรถโดยสาร : ชีวิตคนด่านขุนทด

ทำบุญบนรถโดยสาร..

ระหว่างขึ้นรถโดยสารสาย นครราชสีมา - ด่านขุนทด ช่วงเวลาเลิกงาน - เลิกเรียน มีผู้โดยสารเต็มรถ คนเก็บเงินค่าโดยสาร เดินเก็บเงินจากหน้ารถ จนถึงท้ายรถ จนถึงที่พระรูปหนึ่งนั่งหลังสุด..

... เมื่อคนเก็บเงินเดินมาใกล้ พระรูปนั้นก็ล้วงย่าม หยิบเงินเตรียมจ่ายค่าโดยสาร คนเก็บเงินจึงพูดขึ้นว่า

"ไม่เก็บเงินหลวงพี่ค่ะ ขอทำบุญนะคะ "

มีรายมากกว่ารายจ่าย ไม่มีภาระครอบครัว หากลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์เพิ่มเติม ถือว่าไม่รู้จักพอไหม?

มีรายมากกว่ารายจ่าย ไม่มีภาระครอบครัว หากลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์เพิ่มเติม
ถือว่าไม่รู้จักพอไหม?

ปุจฉา - ผมมีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพราะทำทั้งบริษัทและอพาร์ทเม้นท์ให้คนเช่า ตอนนี้รู้สึกภาระงานเยอะเกินไป ตั้งใจว่าจะเลิกทำบริษัท หลังจากผ่อนหนี้ อพาร์ทเม้นท์หมด เมื่อถึงตอนนั้น ถ้ามีเงิน ควรทำอพาร์ทเม้นท์เพิ่มอีกไหมครับ (ผมไม่มีแฟน ไม่มีลูก ไม่มีภาระพ่อแม่ เพราะเป็นข้าราชการบำนาญและมีรายได้จากค่าเช่า) หากผมทำอพาร์ทเม้นท์เพิ่มอีก ทั้งๆ ที่รายได้มากกว่า รายจ่ายอยู่แล้ว อย่างนี้ ถือว่า ไม่รู้จักพอใช้ไหมครับ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - คุณควรถามตนเองว่าจะทำอพาร์ทเม้นท์เพิ่มอีกทำไม ถ้าอยากมีเงินมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก็มีเงินเยอะอยู่แล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่รู้จักพอ คุณเองก็มีอายุมากแล้ว น่าเอาเวลาที่มีเหลือน้อยลงไปทำสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง ลองถามตัวคุณเองว่า มีสิ่งสำคัญในชีวิตที่ยังไม่ได้ทำ หรือทำน้อยหรือเปล่า หากมีก็ควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำสิ่งนี้ดีกว่า อาจจะคุ้มค่ากว่าการหาเงิน

พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ที่มา https://www.facebook.com/visalo?fref=ts

ศิษย์มีครู

ศิษย์มีครู

หลวงพ่อเคยบอกว่า ถ้าท่านไม่มาทางนี้ คือไม่มาทางธรรม หรือรู้ธรรม ก็คงตายไปนานแล้ว เพราะตอนเป็นฆราวาสท่านป่วยบ่อยเนื่องจากเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก อยากมั่งอยากมีกว่าใคร ๆ คนอื่นทำได้เท่าไร ท่านก็ตั้งใจทำให้ได้มากกว่านั้น ชาวบ้านเกี่ยวข้าวได้วันละห้าสิบกอง ท่านบอกว่าท่านจะต้องทำให้ได้ร้อยกอง เรียกว่าจิตใจจริงจังมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ ก็เลยทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เมื่อได้มารู้ธรรมะ ก็ทำให้ท่านเลิกพฤติกรรมแบบนั้น ไม่เพียงแต่มีสุขภาพดีขึ้น แต่ยังไม่มีทุกข์ด้วย

หลวงพ่อไม่เพียงใช้ธรรมะที่เรียนจากหลวงพ่อเทียนในการดำรงชีวิตเท่านั้น แม้กระทั่งในยามเจ็บยามป่วย ท่านก็ได้อาศัยธรรมะจากหลวงพ่อเทียน ตอนที่ท่านอาพาธท่านเขียนบันทึกว่า “เวลานี้เหลือแต่ธรรมที่หลวงพ่อเทียนได้สั่งสอน อาการดับไม่เหลือของนามรูป สี่สิบกว่าปี มันก็คือวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง” แล้วท่านก็บอกว่า “เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้ฝึกตามหลวงพ่อเทียนสั่งสอนไว้” ช่วงที่อาการหนักๆ ท่านก็บอกว่า “เวลานี้อยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนมีธรรมนำพา ไม่มีวันตาย” ไม่มีวันตายคือ ไม่มีการเกิดเป็นภพชาติ หรือเป็นอะไรกับอะไร เกิดความสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างนี้เรียกว่าเกิดแล้ว เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวฉันเกิดเมื่อไรก็ต้องมีตาย กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อมีภพชาติเกิดขึ้นก็มีชรามรณะตามมา แต่ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีตาย

หลวงพ่อพูดถึงหลวงพ่อเทียนอยู่หลายครั้งหลายโอกาสมาก ในช่วงที่ท่านอาพาธ ท่านเป็นผู้ที่มีความสำนึกในบุญคุณครูบาอาจารย์มาก ท่านเรียกตัวเองว่า “ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน” จะเรียกว่าท่านเป็นศิษย์มีครูก็ได้นะ ท่านสำนึกอยู่เสมอว่าท่านเป็นศิษย์มีครู ครูสูงสุดคือพระพุทธเจ้า แต่ครูที่เปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างมากคือหลวงพ่อเทียน แล้วก็มีคนเดียว

พวกเราหลายคนถึงแม้ไม่มีโอกาสพบหรือฟังธรรมะจากปากของหลวงพ่อเทียน แต่พวกเราก็โชคดีที่ได้มาพบ ได้มาศึกษาได้เห็นแบบอย่าง และได้รับคำชี้แนะจากหลวงพ่อคำเขียน ถ้าหากว่าเราสำนึกในคำสอนของหลวงพ่อก็ถือว่าเราเป็นศิษย์มีครูแล้ว

คำว่าศิษย์มีครูเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง แค่สามคำเท่านั้น แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ในแง่หนึ่งก็หมายถึงความกตัญญูรู้คุณครู เมื่อใครพูดว่าฉันเป็นศิษย์มีครู นั่นหมายความว่าเขามีความกตัญญูรู้คุณในครูบาอาจารย์ สำนึกในบุญคุณที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอน เวลาพูดคำนี้ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ ว่าฉันไม่ใช่คนตัวเปล่าเปลือย ฉันเป็นคนมีครู เป็นคนมีราก และขณะเดียวกันก็เป็นการย้ำเตือนให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิบัติวัตรฐาก หรือดูแลท่านแค่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสืบทอดและปฏิบัติตามคำสอนของท่าน

เมื่อใดก็ตามที่เรากล่าวว่าฉันเป็นศิษย์มีครู ก็หมายถึงว่า เราตั้งใจที่จะทำตามคำสอนของท่าน ปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้สอนเอาไว้ หรือทำเป็นแบบอย่าง เมื่อใดก็ตามที่ปล่อยปละละเลย หรือทำตรงข้ามกับที่ครูได้สอนเอาไว้ ก็จะรู้สึกละอายใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่ได้ทำตามที่ท่านสอนก็จะเกิดความอบอุ่นใจ และมีความรู้สึกลึกๆ เหมือนกับว่ามีครูบาอาจารย์มาช่วยปกปักรักษาให้ปลอดภัย

ขอให้พวกเราตระหนักว่า พวกเราโชคดีที่เป็นศิษย์มีครู ครูสูงสุดคือพระบรมศาสดา แต่ว่าพระพุทธองค์นั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะรู้เห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ โดยเฉพาะถ้ายังไม่ถึงธรรม ก็ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเห็นธรรมนั่นแหละถึงจะได้เห็นพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ ส่วนใครที่ยังไม่เห็นธรรมขนาดนั้นก็ไม่ได้เห็นพระองค์ แต่ว่ากับหลวงพ่อคำเขียน พวกเราโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นท่านด้วยตาเนื้อ ได้ยินด้วยหู ว่าท่านสอนอะไร อยู่อย่างไร ถ้าเราปฏิบัติตามก็ย่อมต้องมีตาในที่จะได้เห็นจิตเห็นใจของตัวเอง และได้รับอานิสงส์ของการปฏิบัติตามที่ท่านได้สอนได้ชี้แนะหรือได้ทำเป็นแบบอย่าง

เมื่อนั้นเราก็ย่อมเกิดความซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจว่า แท้จริงแล้วท่านไม่ได้อยู่ไหนเลย หากสถิตอยู่ในใจของเรา รูปร่างสรีระเป็นส่วนภายนอกที่ย่อมมีวันเน่าเปื่อยไป ก่อนที่จะเน่าเปื่อยก็แก่ชรา ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามใจได้ แต่นั่นเป็นส่วนเปลือกนอก ส่วนที่เป็นแก่นแท้ หรือแก่นธรรมจะอยู่กับเราไปจนตายหากเราพากเพียรปฏิบัติจนเกิดผล

พระไพศาล วิสาโล

http://www.visalo.org/article/person15lpKumkien9.html

ที่มา https://www.facebook.com/visalo?fref=ts

คุณจะยอมอดอาหาร เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเจ็บปวดไหม?

คุณจะยอมอดอาหาร เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเจ็บปวดไหม?

ไม่รู้ในคนจะเป็นอย่างไร แต่ลิงส่วนมากเค้ายอมครับ...

นักจิตวิทยาทำการศึกษา "ความเห็นอกเห็นใจ" ในลิง rhesus โดยมีสัญญาณไฟ 2 สี เพื่อฝึกให้ดึงเชือกคนละเส้นกัน (เช่น สีแดงดึงเชือกข้างซ้าย สีน้ำเงินดึงอีกเชือกอีกเส้นหนึ่ง) เมื่อดึงถูกก็จะได้อาหาร

เมื่อลิงฝึกจนคล่องแล้ว ก็นำเอาลิงอีกตัวมาร่วมอยู่ด้วยในห้อง โดยให้คุ้นเคยกันสักพัก จากนั้นทำการทดลองเพิ่ม โดยคราวนี้เชือกเส้นหนึ่งเมื่อถูกดึงนอกจากจะให้อาหารแก่ลิงที่ดึงเชือกแล้ว ยังทำให้ลิงอีกตัวถูกไฟซ็อต และแสดงอาการเจ็บปวด

ผลการทดลองพบว่า ลิงมากกว่าครึ่งหนึ่งจะเลิกดึงเชือก (ทั้งสองเส้นเลย) เพราะเรียนรู้ว่าการกระทำของมันทำให้เพื่อนลิงเจ็บปวด และมีลิงบางตัวเลิกดึงเชือกไปถึง 12 วัน ลิงพวกนี้ยอมหิวดีกว่าที่จะทำให้เพื่อนต้องเจ็บปวด

นี่แสดงว่าความเห็นอกเห็นใจกันเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในสัตว์สังคม...แต่บางครั้งก็หายไปจากสังคมมนุษย์เรา

อ้างอิง "ALTRUISTIC" BEHAVIOR IN RHESUS MONKEYS (1964) American Journal of Psychiatry. 121:584-5.

ความสุขประเทศไทย
www.happinessisthailand.com
โครงการโดย สสส.

เรียนรู้เคล็ดลับความสำเร็จ : นิทานเซ็น

» เรียนรู้ เคล็ดลับความสำเร็จ จาก...นิทานเซน

ครั้งหนึ่ง...เหล่าศิษย์ถามอาจารย์เซนว่า "ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ?"

อาจารย์เซนตอบว่า "วันนี้พวกเจ้าจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ธรรมดาที่สุด และง่ายดายที่สุด นั่นคือให้ทุก ๆ คน แกว่งมือไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด จากนั้นแกว่งกลับไปด้านหลังให้ไกลที่สุด"

กล่าวจบจึงปฏิบัติให้เหล่าศิษย์ดูเป็นตัวอย่าง 1 รอบ จากนั้นกล่าวต่อไปว่า

"นับตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าจงทำเช่นนี้ติดต่อกันวันละ 300 ครั้ง ทุก ๆ วัน ทุกคนสามารถทำได้หรือไม่?"

บรรดาศิษย์เซน พากันสงสัย เอ่ยถามว่า "พวกเราต้องทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?"

อาจารย์เซนชี้แจงว่า "หากพวกเจ้าสามารถปฏิบัติได้สำเร็จ อีก 1 ปีให้หลังพวกเจ้าจะทราบถึงหนทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ"

เหล่าศิษย์ล้วนคิดตรงกันว่า "เรื่องง่าย ๆ เช่นนี้.. ใคร ๆ ก็ย่อมทำได้"

จากนั้น...จึงเริ่มปฏิบัติ

◌◌◌◌◌◌


เวลาผ่านไป 1 เดือน อาจารย์เซนถามเหล่าศิษย์ว่า...

"การแกว่งแขนที่ข้าให้พวกเจ้าปฏิบัติ มีใครยังทำต่อเนื่องอยู่บ้าง?"

ศิษย์เซนส่วนใหญ่ต่างตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า ยังปฏิบัติอยู่ อาจารย์เซนจึงผงกศีรษะด้วยความพอใจ พลางกล่าวว่า "ดีมาก"

เวลาผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง... อาจารย์เซนเอ่ยถามอีกครั้งว่า "ยังมีกี่คนที่แกว่งแขนอยู่?"

ปรากฏว่ามีศิษย์เซนประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติอยู่ ส่วนที่เหลือกว่าครึ่ง ล้วนถอดใจล้มเลิกไปแล้ว

◌◌◌◌◌◌


เมื่อครบเวลา 1 ปีที่กำหนด อาจารย์เซนจึงได้สอบถามเหล่าศิษย์อีกครั้งว่า "กิจกรรมแกว่งแขนอันแสนง่ายดายนี้ ใครยังคงทำอยู่บ้าง?"

ในครั้งนี้ มีศิษย์เพียงผู้เดียวที่ชูมือขึ้นและกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า "อาจารย์ ข้ายังทำอยู่"

อาจารย์เซนจึงกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า

"ข้าเคยบอกพวกเจ้าว่าเมื่อภารกิจนี้สิ้นสุด พวกเจ้าจะทราบถึงหนทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ ที่ข้าอยากจะบอกพวกเจ้าก็คือ...

ในโลกนี้สิ่งที่ทำได้ง่ายดายที่สุดก็มักจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นที่สุด และสิ่งที่ยากเย็นที่สุดก็สามารถจะกระทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

ที่บอกว่ามันง่ายดาย เนื่องเพราะขอเพียงยอมลงมือทำ ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แต่ที่บอกว่ามันยากเย็นก็เพราะ ผู้ที่สามารถยืนหยัดกระทำอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น...กลับมีไม่มาก"

◌◌◌◌◌◌


ปัญญาเซน : ความสำเร็จที่จริงแท้ มาจากการฝึกฝน ยืนหยัดปฏิบัติ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

◌◌◌◌◌◌
ที่มา Life101 Facebook

แม่ป่วยหนัก จะบาปไหม หากตัดสินใจ ไม่ปั้มหัวใจ ให้ท่านตายตามธรรมชาติ

แม่ป่วยหนัก จะบาปไหม หากตัดสินใจ ไม่ปั้มหัวใจ ให้ท่านตายตามธรรมชาติ

ปุจฉา - กราบนมัสการท่านเจ้าคะ คุณแม่ป่วยเป็นโรคไตมาหลายปีแล้วเจ้าคะ ท่านอายุ 84 ปี ไม่สามารถเดินได้ ได้แต่นอนพักอยู่บนเตียงเท่านั้น ตัวท่านเองก็อ่อนล้าและเหนื่อย พูดคุยรู้เรื่องอยู่บ้างบางครั้งก็เบลอ ๆ

ครั้งล่าสุดที่ไปฟอกไต หัวใจได้หยุดเต้นไปประมาณ 1 นาทีได้ แต่พยาบาลได้เรียกชื่อท่าน ท่านก็ขานกลับมาได้ทัน ทางโรงพยาบาลได้ถามมาว่าถ้าต่อไปหัวใจหยุดเต้น จะให้ทางโรงพยาบาลปั้มหัวใจท่านกลับมาไหม หนูตัดสินใจยากมากเลยคะ ใจหนูคิดว่าอยากให้ท่านได้ไปแบบธรรมชาติมากกว่า

การที่ท่านได้หยุดหายใจไปแล้วถือได้ว่าท่านได้เสียแบบธรรมชาติไหมคะ การปั้มหัวใจท่านกลับมาท่านก็อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ใส่ ทางคุณหมอก็ตอบไม่ได้ ตัวท่านเองก็ผอมลงมาก การปั้มหัวใจต้องปั้มอย่างแรง หนูเกรงท่านกระดูกจะหักก่อน หนูดูแลปลอบโยนและคอยบอกท่านว่า พระพุทธเจ้าได้อยู่กับท่านตลอดเวลา ไม่ต้องห่วง และเปิดเพลงสวดมนต์เบา ๆให้ท่านได้ฟังตลอดวันจนถึงดึก

หนูตัดสินใจไม่ได้ว่าการปั้มหัวใจนั้นถือว่าเป็นการได้ช่วยคนไข้ไหม หนูคิดว่าการหยุดหายใจไปแล้วถือว่าได้เสียอย่างธรรมชาติแล้วถ้าเราปล่อยท่านไปจะได้ไหมเจ้าคะ แล้วในกรณีที่พยาบาลเรียกท่าน ท่านขานตอบกลับมาได้ ก็ถือว่าท่านกลับมา แต่ถ้าไม่ได้ก็ปล่อยท่านไปโดยไม่ต้องใช้เครื่องปั้มหัวใจท่าน หนูเข้าใจถูกไหมคะ

จะบาปไหมคะถ้าไม่ปั้มหัวใจท่านกลับมา หนูตัดสินใจยากคะ กราบเรียนขอความกรุณาท่านแนะนำด้วยนะเจ้าคะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - หากปั๊มหัวใจแล้วคนไข้สามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือมีโอกาสที่จะรักษาให้หายได้ ก็ควรทำ แต่หากคนไข้อยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว และหากปั๊มแล้วแม้สำเร็จแต่เป็นแค่การยืดความทุกข์ทรมานของท่านเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็คงไม่อาจเรียกว่าเป็นการช่วยเหลือท่าน

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหลายท่านได้สั่งลูกหลาน หรือขอร้องแพทย์ว่าหากหัวใจหยุดเต้นก็ขออย่าได้ปั๊มหัวใจเลย การแสดงเจตจำนงดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นการแสดงความปรารถนาที่จะจากไปตามธรรมชาติของสังขาร

ในกรณีของคุณ หากคุณปล่อยให้คุณแม่จากไปโดยไม่ได้ขอให้มีการปั๊มหัวใจท่าน เพราะอยากให้ท่านจากไปตามธรรมชาติ หรือไม่อยากให้ท่านทุกข์ทรมานอีก ย่อมไม่ถือว่าเป็นบาป จะเป็นบาปก็ต่อเมื่อทำเช่นนั้นด้วยเจตนาอยากให้ท่านสิ้นชีวิตเร็ว ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่น จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่านี้ หรือเพราะอยากได้มรดกไว ๆ

ที่มา https://www.facebook.com/visalo?fref=ts

เมื่อต้องพบกับคนเห็นแก่ตัว...

ในชีวิตที่ต้องพบกับคนที่เห็นแก่ตัว จ้องเอาเปรียบเสมอ.. เมื่อหลีกหนีไม่ได้ ต้องเกี่ยวข้องด้วย ต้องเล่นเกมส์กับคนเอาเปรียบ...ก็ต้องลุยซะเลย

ในหมู่พี่น้อง คนในครอบครัว .. พี่น้องในสายเลือดนี่แหละ ที่จ้องจะเอาเปรียบกันมากที่สุด เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก รู้ไส้รู้พุงกันดี ความคิดที่เห็นแก่ตัว คิดที่จะเอาเปรียบกัน บางคนมีอยู่ในสายเลือดกันเลยทีเดียว...

ต้องยอมรับว่า การเลี้ยงดูของพ่อแม่ การเอาใจใส่สั่งสอนอบรม ความรักที่มอบให้ลูก ยิ่งมีลูกหลานคน คำว่า รักลูกเท่ากัน คงเป็นเพียงคำพูดที่ฟังดูดีเท่านั้น มีน้อยรายที่ พ่อแม่จะรักลูกเท่ากัน...

การศึกษา ก็มีส่วนที่สำคัญ การเรียนรู้ก็ทำให้คนมีความเห็นแก่ตัว มากแค่ไหน สิ่งนี้ก็ดูกันได้เช่นกัน..

ไม่มีใครอยากให้ใครเอาเปรียบ แสดงความเห็นแก่ตัว ทุกคนอยากให้คนอื่นให้ความสำคัญกับตนเอง. ถ้าอยากได้ความจริงใจ เราก็ต้องให้ใจกับคนอื่นด้วย. แต่เดี๋ยวนี้ โลกมันเปลี่ยนไป คนมีความอดทนน้อยลง ใช้ชีวิตฉาบฉวยมากขึ้น คนเห็นแก่ตัว จึงเยอะขึ้น..

ทำไมชาติแรกเราต้องเกิดมาด้วย ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำกรรมอะไรไว้เลย

ทำไมชาติแรกเราต้องเกิดมาด้วย ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำกรรมอะไรไว้เลย

Siwapond Cheejedreiw ปุจฉา - นมัสการเจ้าค่ะ มีข้อสงสัยอยากรู้มานานแล้วค่ะ ว่าถ้าเราเกิดมาเพราะมีกรรม แล้วทำไมชาติแรกเราต้องเกิดมาด้วยค่ะ ทั้งที่เราไม่ได้ทำกรรมอะไรไว้เลย ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - “ชาติแรก”ที่คุณพูดถึงหมายถึงชาติแรกที่เป็นมนุษย์หรือชาติแรกที่เป็นสัตว์? แต่ไม่ว่าเป็นอันไหนก็ต้องไม่ลืมว่าก่อนจะเป็นมนุษย์ คงเคยเป็นสัตว์มาก่อน ก่อนจะเป็นสัตว์สี่เท้า ก็คงเกิดเป็นสัตว์สองเท้า และก่อนจะเป็นสัตว์สองเท้า ก็คงเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ย้อนถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้นก็คงเคยเป็นแมลง ถ้าย้อนถอยหลังไปอีกก็อาจมีจุดเริ่มต้นที่สัตว์เซลเดียว หรือยิ่งกว่านั้นอีก ในเส้นทางดังกล่าวบอกได้ยากว่า “จิต”เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน ตอนที่เป็นสัตว์เซลเดียวอาจไม่มีจิต ครั้นเป็นแมลงอาจมีจิตแบบพื้น ๆ ที่ยังไม่รู้จักทำ “กรรม” แต่เมื่อพัฒนามาถึงจุดหนึ่ง ก็มีจิตและมีเจตนา กรรมก็เกิดขึ้น ณ จุดนั้น และนำไปสู่การเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าตามกฎแห่งกรรม

เท่าที่พูดมา (ความจริงอาจซับซ้อนกว่านั้น จนไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยการคิด คือเป็นอจินไตย) คุณก็คงเห็นแล้วว่า แม้กระทั่งคำว่า “ชาติแรก”ก็ตอบยากแล้วว่าหมายถึงอะไร และคงเห็นแล้วว่าคำถามว่า “ทำไมชาติแรกเราต้องเกิดมาด้วย” เป็นคำถามที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะการเกิดนั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอันซับซ้อน ไม่เกี่ยวกับคำว่า “ต้อง” หรือมีใครมาทำให้เกิด แค่จะบอกให้ชัดว่า “กรรม” เริ่มเกิดขึ้นเมื่อใดก็พูดยากแล้ว

ที่จริงมองในแง่ของธรรม การเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเท่ากับการเกิดความรู้สึกว่า “ตัวเรา” หรือความสำคัญมั่นหมายว่า “ตัวกู” ครั้นจะถามว่า ชาติแรกที่ความรู้สึกว่า “ตัวเรา”เกิดขึ้นคือชาติไหน หรือเกิดขึ้นเมื่อใด ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะหาคำตอบ ดังนั้นอาตมาจึงอยากแนะนำว่า อย่าสนใจคำถามแบบนี้เลย ถ้าจะถาม ก็ควรถามว่า ทำอย่างไรชาตินี้จึงจะเป็นชาติสุดท้ายของเรา หรือทำอย่างไรความรู้สึกว่า “ตัวเรา” จึงจะดับหรือไม่เกิดอีก

ที่มา https://www.facebook.com/visalo?fref=ts

.

Waiting....