วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คุณได้ "ฉุกคิด" อะไรบ้างจากแปดบรรทัดครึ่งนี้ ?

Fear" ความกลัว

คนเรามี "ความกลัว" มีอยู่สองประเภท

Type 1: Fear of Failure (กลัวความล้มเหลว)
ในสังคมทุกวันนี้ที่คนส่วนใหญ่ชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จ...
เราต้องดูดี อย่าเสี่ยงทำอะไรโง่ๆ จงทำในสิ่งที่เราทำได้ดี
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เราจะ "กลัวความล้มเหลว"

แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จจริงๆแล้วเค้ามีความกลัวอีกประเภทหนึ่ง
ซึ่งร้ายแรงขนหัวลุกกว่าการ "กลัวความล้มเหลว" ซะอีก นั่นคือ ...

Type 2: Fear of Losing Opportunities (กลัวพลาดโอกาส)
คนที่ประสบความสำเร็จ "กลัวพลาดโอกาส" มากกว่า "กลัวความล้มเหลว"
พวกเค้า "ลงมือทำ" สิ่งที่ท้าทายเมื่อมีโอกาส ทั้งๆที่ยัง "กลัว"

คนเรามี "โอกาสที่จะล้มเหลว" อาจจะยังดีซะกว่า "ไม่มีโอกาส" ให้ทำอะไรเลย
จงกลัว "การพลาดโอกาส" แต่จงรัก "ความล้มเหลว"
เพราะ "ความล้มเหลว" จิงๆแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ "ความสำเร็จ"

คุณได้ "ฉุกคิด" อะไรบ้างจากแปดบรรทัดครึ่งนี้ ?

Cr. "Why Failure Drives Innovation" by Baba Shiv

เตรียมตัวเองให้เป็นผู้สมควรได้รับ

ที่คุณยังไม่ก้าวหน้า เพราะคุณไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับความก้าวหน้า
ที่คุณยังสอบตก เพราะคุณยังไม่ได้ทำตัวให้เป็นผู้สมควรสอบผ่าน
ที่คุณยังไม่ได้งานที่ต้องการ เพราะคุณสมบัติของคุณยังไม่พร้อม
ที่คุณยังไม่ยอมข้ามผ่านปัญหา เพราะคุณยังไม่เรียนรู้และไม่พยายามแก้ไข
ที่คุณยังไม่มีอะไรก็ตาม... เพราะคุณยังไม่ได้ทำตัวเองให้ "คู่ควร"

ถ้าคุณต้องการจิ๊กซอว์ชิ้นไหนมาเติมเต็มชีวิต
คุณก็ต้องพยายามตัดแต่งขัดเกลา
ให้ตัวเองมีส่วนเว้าโค้งที่พอดีกับจิ๊กซอว์ชิ้นนั้น
เพราะถึงแม้คุณจะไขว่คว้าจิ๊กซอว์ชิ้นงามมาได้
แต่มันไม่พอดีกับชีวิตคุณ แทนที่มันจะมาเติมเต็ม
แล้วทำให้ชีวิตคุณสมบูรณ์ขึ้น สวยงามขึ้น
กลับทำให้ชีวิตคุณมีมุมขาดๆเกินๆ
จิ๊กซอว์ตัวนั้นก็หักงอ ยับยู่ แล้วยังพาลให้ชีวิตเดิมที่มีอยู่ มีตำหนิไปด้วย

เตรียมตัวเองให้เป็นผู้สมควรได้รับ
เตรียมพร้อมให้เป็นผู้ "คู่ควร" กับสิ่งที่ต้องการ
เพราะเมื่อโอกาสผ่านมา.. ใครจะรู้ว่า..
มันอาจเป็น.. โอกาสสุดท้าย

?

?????:(?`v??)??:?
Thx u. Dr.#Ja Beautiful Inside Out

นิทาน: องค์กรหนู และ หมูกับแมว

นิทาน: องค์กรหนู และ หมูกับแมว
ทุกอย่างจะดำเนินไปตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาที่ใช่...มันก็จะใช่...ถ้ายังไม่ถึงเวลา...มันก็ไม่ใช่...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้น องค์กรหนูแห่งหนึ่งได้ประกาศนโยบายสู่สมาชิกหนูทั้งหลายขององค์กรว่า จะยึดมั่นในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายทุกเรื่องได้
สมาชิกหนูที่ดำรงตำแหน่งในระดับหัวหน้าทั้งหลายก็ได้ยึดมั่นในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” เฝ้าเพียรพยายามทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเรื่อยมา อีกทั้งพยายามสั่งการให้หนูที่ดำรงตำแน่งลูกน้องทำงานอย่างที่หนูหัวหน้าทั้งหลายคิดว่าดี คิดว่าใช่ ทว่ากาลเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานหลายปีแล้ว องค์หนูแห่งนี้ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” นี้ได้ ยังความฉงนสนเทห์แก่สมาชิกหนูในองค์กรยิ่งนักว่า เป็นเพราะอะไรกัน ทั้งที่หนูหัวหน้าและหนูลูกน้องทั้งหลายบอกว่าเขาได้พยายามทำงานจนสุดความสามารถและรู้สึกเหนื่อล้าจากการทำงานเหลือเกิน...ทั้งกายและใจ
หรือว่าหนู หนูทั้งหลายหลงทาง วิ่งวนอยู่ใน “กรงทองคำ” นั้นนานเกินไปจนกระทั่งหาทางออกไม่พบ หรือหลงลืมที่จะมองเห็นความงดงามของการใช้ชีวิตภายในเส้นทางแห่งกรงทองคำนั้นอย่างหมดสิ้นไปแล้ว...หรือว่าเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” ที่เคยยึดมั่นถือมั่นมาตลอดนั้นเป็นเส้นทางที่ไม่เหมาะสมกับองค์กรหนู หรือว่ามีเส้นทางอื่นๆ ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวขององค์กรมากกว่าเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นในสมองของหนูตัวเล็กๆ ช่างคิดตัวหนึ่งที่เป็นสมาชิกในองค์กร
วันหนึ่งท่ามกลางฤดูร้อน อบอ้าว หมู...อันเป็นชื่อของหนูช่างคิดตัวนั้นได้พบกับ แมว...ซึ่งเป็นชื่อของหนูที่มีใจอิสระและมีสมองฉลาดหลักแหลมโดดเด่นกว่าหนูตัวอื่นในองค์กร หนูทั้งสองได้สนทนากันเกี่ยวกับข้อสงสัยในจิตใจของหมู ซึ่งหมูสังเกตเห็นหนูแต่ละตัวในองค์กรเหนื่อยล้า และมีจิตใจหดหู่ ท้อแท้กับการทำงานเหลือเกิน จึงคิดว่าองค์กรน่าจะได้หยุดพัก หรือทำตัวหลุดออกมานอกวงของเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” นั้นสักพักเพื่อหันมองเข้าในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” นั้นใหม่และพิจารณาวิถีดำเนินในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” นั้นตามสภาพของความเป็นจริงที่เป็นอยู่ให้มากที่สุด...แล้วค่อยๆพิจารณา ไตร่ตรองหากระบวนการที่เหมาะสมและมีพลังช่วยผลักดัน เสริมสร้างพลังใจให้กับบรรดาหนู หนูน้อยใหญ่ในองค์กร เพื่อดำเนินในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน และไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเกินไปนัก...หาใช่โลกแห่งการสั่งการให้เดินตามเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” นั้นไม่ หากแต่เป็นโลกแห่งกระบวนการที่ช่วยเสริมพลังให้หนูน้อยใหญ่ในองค์กรได้เดินในเส้นทางแห่ง “กรงทองคำ” ด้วยใจอิสระ...เสรี
แมว...ซึ่งเป็นชื่อของหนูที่มีใจอิสระและมีสมองฉลาดหลักแหลมโดดเด่นกว่าหนูตัวอื่นในองค์กร บอกว่า...ทุกอย่างจะดำเนินไปตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาที่ใช่...มันก็จะใช่...ถ้ายังไม่ถึงเวลา...มันก็ไม่ใช่...
ลองคิดเล่นๆดูว่า...หากท่านเป็นหนูตัวหนึ่งในองค์กรแห่งนี้...ท่านคิดว่า จะมีส่วนร่วมอย่างไร เพื่อให้องค์กรและสมาชิกหนูในองค์กรมีความสงบสุข

วิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้น

วิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดู เห็นมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมด เคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้น ได้เสื้อกางเกงเสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้น

เมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้เสื้อผ้าโล่งขึ้น ตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือการทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเอง

วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้น เช่น...

1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือนร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย

2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง เช่น งานประชุมที่เอาจริงเอาจัง งานที่แข่งขันและหวังผลสูง ถ้าเลือกได้ ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้ บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอ สารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม?

3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย

4. อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน

5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ ซ้ำๆ กันทุกวัน เช่น รายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คน ดูไปฟังไป แทนที่จะ สบายใจ กลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ

6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆด้วยความเกรงใจเลย หัดปฏิเสธให้เป็น

7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมาก จะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่นและยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วย เมื่อเวลาผ่านไป เราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

8. หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้ จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหน ได้มากขึ้น

9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ
บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้าง จะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลา จนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลย ไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร

10. ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิต และอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ

11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด

ลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับ แคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง

โดย ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์)
ที่มา : http://www.thaihomemaster.com/

ฟัง รายการ ในหลวงในดวงใจ Radio ตอน 25 น้ำท่วมแพ้น้ำพระทัย - โดย Thida Weangsamoot & Maliwan Pukka Keewiriyakul

ฟัง รายการ ในหลวงในดวงใจ Radio ตอน 25 น้ำท่วมแพ้น้ำพระทัย -  โดย Thida Weangsamoot & Maliwan Pukka Keewiriyakul

http://www.youtube.com/watch?v=dbxEJSVY9pg

ช่วงในหลวงในดวงใจ 25 น้ำท่วมแพ้น้ำพระทัย
ช่วง"ในหลวงในดวงใจ" ตอน25 (น้ำท่วมแพ้น้ำพระทัย) ในรายการวิทยุรักพ่อ  โดย ธิดา เวียงสมุทร (Thida Weangsamoot) และ มะลิวัลย์ กี้วิริยะกุล (Maliwan Pukka Keewiriyakul)

 ฟังเพลงNear Dawn, เรื่องเล่าในหลวง น้ำท่วมหรือจะชนะน้ำพระราชหฤทัย, ลมหนาว-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี,สารคดี ๙ คำพ่อสอน ตอน  ความซื่อสัตย์ : พงศา ชูแนม ผู้พิทักษ์สายน้ำ และ สร้างแนวคิดปลูกต้นไม้ในใจคน เพื่อให้เกิดความรักป่าในชุมชน, ฟังเพลงking of King,  เพลงบรรเลง Friday Night Rag, พระราชดำรัสปิดท้ายรายการ


ดูวิดีโอทั้งหมด http://www.youtube.com/playlist?list=PLVsD_y46lu19NJdvLk3XHzdc1DoPcoCE-




เพลง ทะยานสุดปีกฝัน - แนน สาธิดา พรหมพิริยะ อัลบั้ม "๙" จาก ๙ ศิลปินร้องเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจาก..พ่อ

เพลง ทะยานสุดปีกฝัน -  แนน สาธิดา พรหมพิริยะ   อัลบั้ม "๙" จาก ๙ ศิลปินร้องเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจาก..พ่อ

 แนน สาธิดา พรหมพิริยะ ร้องเพลง ทะยานสุดปีกฝัน
www.youtube.com/watch?v=qea93ZB07jA


๑ ใน ๙ เพลง ใน อัลบั้ม "๙" จาก ๙ ศิลปินที่คุณจะหลงรัก ร้องเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจาก..พ่อ
ในบรรยากาศซาบซึ้ง อบอุ่น เรียบง่าย ไพเราะ ฟังสบาย ..สุดประทับใจ

classy ภูมิใจเสนอ ผลงานเพลงอัลบั้มในลำดับที่ 3
ใน อัลบั้ม "๙" อัลบั้มสุดพิเศษ ที่เราบรรจงสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อมอบแด่ทุกหัวใจที่..รักพ่อ

..ร่วมด้วยนักดนตรีชั้นนำอีกคับคั่ง เทหัวใจมาบันทึกเสียงสด..หมดทุกชิ้นดนตรี

..ทุกคำร้อง จากปลายปากกา และ โปรดิวซ์โดย แจ็ค รัสเซล (Jack Russell.th)
นักแต่งเพลง และ โปรดิวเซอร์ที่คุณเคยชื่นชอบ..
..จากอัลบั้ม "ความรัก ปากกา กีตาร์โปร่ง" (love in the light lines)

..ทั้ง ๙ เพลง แต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก..พ่อ
ใน อัลบั้ม "๙" จาก ๙ ศิลปินที่คุณจะหลงรัก ร้องเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจาก..พ่อ
ในบรรยากาศซาบซึ้ง อบอุ่น เรียบง่าย ไพเราะ ฟังสบาย ..สุดประทับใจ

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แรงจูงใจ" Motivation

แรงจูงใจ" Motivation
จากผลการสำรวจคะแนนความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)
คุณรู้มั๊ยว่า MK สาขาไหนที่พนักงานทำงานแล้วมีความสุขมากที่สุด ?

...
ถ้าพูดถึง "แรงจูงใจ" ของคนเรา จริงก็แบ่งง่ายๆได้สองอย่าง
1) "Extrinsic" แรงจูงใจภายนอก เช่น เงินเดือน โบนัส ตำแหน่ง รางวัลต่างๆ
2) "Intrinsic" แรงจูงใจภายใน เช่น การมีอิสระ (Autonomy) การพัฒนาตนเอง (Mastery) และ "คุณค่า" ของงาน (Value and Meaning)

คำถามคืออะไรสำคัญกว่า ?

กลับไปที่ MK
สาขาที่พนักงานทำงานมีความสุขที่สุดคือ "โรงพยาบาลศิริราช"
แปลกมั๊ย ทั้งๆ พนักงานสาขานี้ได้เงินเดือนเท่ากับสาขาอื่น
แถมลูกค้าโดยเฉลี่ยก็เยอะกว่า ปิดก็ดึกกว่า สรุปคือ งานหนักกว่า แต่เงินเท่าเดิม
ที่ไม่เหมือนกับสาขาอื่นๆอีกอย่างคือ ........
ที่สาขานี้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้จะมอบให้กับโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย

นั่นหมายถึง ถ้าทำงานหนัก บริการดี ลูกค้าเข้าร้านมาก ร้านก็จะมีรายได้เพิ่ม
แล้วสุดท้าย ร้านก็จะมีเงินไปช่วยเหลือ"ผู้ป่วย"ได้มากขึ้น
นี่แหละคือ "Intrinsic Motivation"
พนักงานที่สาขานี้ไม่ได้ทำงานเพื่อ "เงินเดือน" เพียงอย่างเดียว
แตทำเพื่อ"ช่วยชีวิตคน" เพิ่มเติมจากเงินภาษีของรัฐบาล

แน่นอนว่า "ค่าตอบแทน" เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในการจูงใจให้คนทำงาน
แต่ "ความหมายและคุณค่าของงาน" จะทำให้องค์กรและพนักงาน ......

"เป็นหนึ่งเดียว"



Cr. "Influence" by Robert Cialdini

มี 3 สิ่งที่บอกได้ง่ายๆว่าผู้ชายคนนั้นจริงจังและจริงใจแค่ไหนในการคบกับเรา

มีข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้หญิงทุกคนมาฝาก
จากคอลัมน์ Mind Training ในนิตยสาร Secret ที่คุณหนูดี - วนิษา เรซ เขียนไว้ค่ะ

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในโลกใบนี้คือ
การที่ผู้หญิงไม่เห็นค่าตัวเอง และคิดว่าเราต้อง “ยอม” เพื่อให้ผู้ชายมารัก
แต่ผู้ชายที่รักเราจริงจะไม่ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง
จะไม่ทำให้เราเสียเกียรติ จะไม่ลบหลู่ความเป็นผู้หญิงของเรา

มี 3 สิ่งที่บอกได้ง่ายๆว่าผู้ชายคนนั้นจริงจังและจริงใจแค่ไหนในการคบกับเราซึ่งหนูดีถูกสอนมาสมัยเรียนครอบครัวศึกษา (ปริญญาตรีของหนูดีค่ะ) เรียกว่า 3 P’s นั่นคือ Protect, Profess, Provide…
มาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง จะได้เอาไว้สอดส่องพฤติกรรมคนที่เข้ามาหาเรา

1. Protect
รักจริงต้องพร้อมปกป้องทั้งร่างกาย จิตใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของเรา...ผู้ชายบางคน อย่าว่าแต่ปกป้องเราจากคนอื่นเลย มีแต่เรานั่นละที่ต้องปกป้องตัวเองจากเขา อืม นี่คือรัก...จริงหรือเปล่านี่

2. Profess
นั่นคือ พร้อมประกาศกับโลกใบนี้ว่าเราคือแฟน คือคู่หมั้นหรือคือภรรยา...ตามแต่ที่ตกลงกัน
ดังนั้นชายคนไหนเก็บเราไว้ในเงามืด ไม่ยอมออกสื่อ ไม่ยอมบอกเพื่อน ขอให้คบกันแล้วเก็บเป็นความลับ นั่นคือเขาไม่รักเราค่ะ ไม่ต้องหาเหตุผลให้มาก อย่าหาข้ออ้างให้ผู้ชาย ถ้าเขาแอบไว้คือเขาไม่รักจบข่าว

ใครโดนแบบนี้ ท่องเลยค่ะ เขาไม่รักๆๆๆๆ และหาทางเลิกอย่างด่วน อย่าจมชีวิตอันมีค่ากับผู้ชายที่ไม่เห็นค่าเราพอที่จะประกาศก้องกับโลกว่า “นี่คือผู้หญิงของฉัน-น-น” ใครรักเราจริง เขาต้องดีใจเนื้อเต้นที่ได้เป็นแฟนเรา และรีบประกาศให้ทุกคนในโลกของเขาและของเรารับรู้สิคะ ถูกต้องไหมเอ่ย

3. Provide
คือให้ค่ะ ให้ความรัก ให้เวลา ให้เงิน ให้ทรัพยากร ฯลฯ ชายที่รักเราจริงจะไม่งกกับเรา ถ้าไปเดตกันและขอให้ 50/50 ส่วนใหญ่มักมองเราเป็นตัวเลือก เพราะผู้ชายที่รักจริง ต่อให้จนแค่ไหนจะอยากแสดงความแมนด้วยการดูแลเราให้ครบถ้วน ไม่กินแพงก็ได้ แต่ผมไม่ยอมให้คุณควักกระเป๋าแน่

ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องมีแฟนหรอกค่ะ แต่หากจะมีต้องมีให้ดีกว่าอยู่คนเดียว หนูดีเองเห็นด้วยกับการมีแฟนที่ดี การแต่งงาน และมีครอบครัวที่มีคุณภาพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้หญิงคิดว่า “ต้องมีแฟน”

เราไม่ต้องมีหรอกค่ะ เว้นแต่ว่าผู้ชายพิสูจน์ตัวเองว่า “มีค่าพอ” เราจึงค่อยพิจารณาดูกันนานๆ อย่างน้อยให้เกิน 1 ปี ค่อยตัดสินใจ ส่วนใหญ่คนเรา “เฟค” ได้ไม่เกินปีก็เห็นธาตุแท้แล้ว...

Cr : นิตยสาร Secret คอลัมน์ Mind Training อยู่อย่างเจ็บๆ แบบแฟนเก็บ

การเจริญสติสำหรับ นักลงทุนที่ลงทุนแล้วขาดทุน แล้วก็ที่มีความทุกข์ จะคิดอย่างไร

บางส่วนจากการวิสัชนาเรื่องธรรมะกับการลงทุน ...สู่เศรษฐีแสนสุข


ปุจฉา: ขอพระคุณเจ้ากรุณาชี้แนะการเจริญสติสำหรับ
นักลงทุนที่ลงทุนแล้วขาดทุน แล้วก็ที่มีความทุกข์ จะคิดอย่างไร
ถึงจะเปลี่ยนความทุกข์นั้นให้เป็นความสุขได้

วิสัชนา: อาตมาก็พอจะตอบได้นะว่า นักลงทุนที่ลงทุนแล้ว
ขาดทุน เพราะมีความรู้ด้านเดียว คือมีความรู้เรื่องการลงทุน
เขาควรจะหาความรู้อีกด้านหนึ่งมาประกอบการลงทุน
คือ ความรู้ทางธรรมะ มนุษย์เรามักมีปัญหา คือมีความรู้
เฉพาะทางมากไป เหมือนไมเคิล แจ๊คสัน ที่มีความรู้ทาง
ดนตรีระดับปริญญาเอก มีชื่อเสียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรี
แต่ความรู้ด้านบริหารจัดการชีวิตแค่ปริญญาตรี วันหนึ่งเขา
เปิดห้องอัดเองเขาก็ขาดทุนเป็นพันล้าน เพราะเขามีความรู้
เพียงด้านเดียว ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องเป็นคนที่พระพุทธองค์
ทรงใช้คำว่า “ต้องมีตา 2 ข้าง” หนึ่ง คือ ตาข้างนอก สอง
คือ ตาข้างใน ตาข้างนอกนี้ก็คือสำหรับทำมาหากิน สำหรับ
นักลงทุน แต่ตาข้างในคือ ตาธรรมะ คำแนะนำคือ นักลงทุน
ต้องเรียนธรรมะควบคู่กันไปด้วย คุณจะต้องรู้ว่าโลกนี้จะ
ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุก
อย่างไป นี่เป็นสัจธรรมพื้นฐานที่เราต้องเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจ
แบบนี้ พอเรามาลงทุน การลงทุนก็มีกำไร และมีขาดทุน
วันหนึ่งถ้าเรามีกำไร เราก็รู้จากคำพระที่ว่า กำไรมันจะมา
วันหนึ่งถ้าขาดทุน เราก็รู้ว่านี่ไงที่พระท่านพูด ฉันกำลัง
มีประสบการณ์ตรง พอเรามีความเข้าใจพื้นฐานร่วมกัน
อย่างนี้แล้ว พอเราขาดทุนเราก็ไม่ตีโพยตีพาย เพราะชีวิตก็
เป็นอย่างนี้ มีได้มีเสีย มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำภาษาพระเรียก
หลักธรรมชุดนี้ว่า “โลกธรรม” แปลว่าธรรมประจำโลก
ถ้าเราเข้าใจโลกธรรม คือธรรมประจำโลกแบบนี้นะ ว่าโลกนี้
มีสูงมีต่ำมีได้มีเสีย มีสุขมีทุกข์ เป็นธรรมดาประจำโลก
โลกธรรมนี้จะทำอะไรเราไม่ได้เลย ถ้ามันเกิดขึ้น เราก็รู้ว่า
พระท่านบอกไว้แล้ว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจโลกธรรมชุดนี้ พอเกิด
เหตุการณ์ที่ลงทุนแล้วขาดทุนเป็นทุกข์ เราจะถูก “โลกกระทำ”
ถ้าโลกกระทำไปแล้ว ยังไม่ยอมทำความเข้าใจอีก ยังทุกข์ซ้ำ
ทุกข์ซากอีก ก็จะถูกโลกกระทืบ เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้
หาความรู้ทั้งทางการลงทุนและทางธรรมะคู่กันจะได้เอาไว้
ปลอบใจตัวเอง

.

Waiting....