วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม ทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า

แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม ทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า
สรุปจากงานวิจัย 7,000 ชิ้น ซึ่ง Research บางเรื่องนานกว่า 10 ปี และใช้เวลาสรุปอีก 5 ปี พบว่าแกงเหลืองซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวภาคใต้ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย สามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า มีการใช้เงินมหาศาลในการวิจัย ถ้าใครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม ขอแสดงความยินดีด้วย คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก
ผศ.ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำวิจัยเรื่องอาหารไทยมากมาย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย” ผศ.ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่
- น้ำพริกแกงป่า
- แกงเลียง
- แกงส้ม
- แกงเหลือง
- น้ำต้มยำ
นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45% ขณะที่
แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า เมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกงน่าจะมาจากกระเทียมและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่น ๆ
จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหาร อากาศ อารมณ์ ที่ดี เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลจากมะเร็งได้
******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
โดย ชีวอโรคยา เรียบเรียงจาก Line และข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอบคุณภาพแกงเหลือง ร้านครัวสวนสลุย กฤษดานคร แจ้งวัฒนะ
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสาร การดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

คุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์ กรณีศึกษาผู้เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย “ล้างพิษตับ” 2 ครั้งโรคร้ายหายได้

คุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์ กรณีศึกษาผู้เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย “ล้างพิษตับ” 2 ครั้งโรคร้ายหายได้
จากการเสวนาบนเวที ในงาน “พระอาทิตย์แฟร์ ครั้งที่ 2” ที่บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์
คุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์" เป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผ่านการรักษามามากมาย ทั้งทำคีโมและกินยา หมอบอกไม่มีทางหายกำหนดวันตายให้แล้ว ลูกชายเตรียมโกนหัวบวชให้แล้ว ต่อมาได้ไปใช้วิธีแพทย์ทางเลือกกับหมอเขียว (แพทย์แผนปัจจุบันซึ่งหันมามุ่งมั่นทางด้านแพทย์ทางเลือก/แอดมิน) และได้เข้าร่วมหลักสูตรล้างพิษตับ จนในปัจจุบันแพทย์ CT สแกนไม่พบโรคมะเร็งปอดแล้ว ได้เล่าประสบการณ์ในงานพระอาทิตย์แฟร์ ดังนี้
“เมื่อปี 2553 ได้ตรวจพบโดยบังเอิญว่ามีไข้และระบบขับถ่ายผิดปกติ ในตอนนั้นหมอบอกว่าอายุ 50 ปีกว่าๆ แล้ว ถ้าลำไส้มีปัญหา หมอแนะนำให้เช็คเลือด 1 ตัวคือ CEA ซึ่งในตอนนั้นสนใจแต่เรื่องทำมาหากิน ไม่ได้ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพมากนัก จึงยังไม่ค่อยรู้เรื่อง
พอเอกซเรย์ปอดก็เจอฝ้าขาวๆ หมอจึงส่องกล้องดูปอด และพบชิ้นเนื้อ 2.4 เซนติเมตร และผลการวินิจฉัยเป็นโรคร้ายระยะที่ 2 ต้องผ่าตัดทันที ซึ่งตอนนั้นอึ้งไป ก่อนที่จะบอกข่าวร้ายกับคนในครอบครัว ทุกคนต่างก็งงและนิ่งอยู่ในภวังค์ ในตอนนั้นที่ผ่าตัดออกก็คิดว่าหายแล้ว แต่ยังต้องทำเคมีบำบัด ซึ่งมีผลข้างเคียงเยอะมาก จากนั้นก็พบหมอทุกๆ 2 เดือน จนหายดี
หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน ก็แอบไปทำ CT สแกนที่เกาะสมุย และพบว่าโรคดังกล่าวกลับมาอีก แต่เพื่อความแน่ใจจึงไปตรวจอีกที่โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างรอฟังผลจึงเดินทางมาขอประวัติที่โรงพยาบาลประจำในกรุงเทพฯ ในตอนนั้นตัวเองรู้สึกว่าเหนื่อยมาก
จนในที่สุดมีคนแนะนำให้ไปตรวจที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพราะมีโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคทางปอด และหมอก็ยืนยันว่าเป็นโรคร้ายระยะแพร่กระจาย คือระยะที่ 4 และรักษายาก เพราะหมอเห็นว่าอาจจะไปที่สมอง และกระดูก
ตอนนั้นเริ่มทานยาได้เดือนกว่า สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ จึงปรึกษาเรื่องอาหารการกินแบบหมอเขียว และได้ตัดสินใจเข้าร่วมหลักสูตรล้างพิษตับกับคุณชญาบุญ ตอนที่ร่างกายขับสารพิษออกมานั้นมีกลิ่นเหม็นมาก ซึ่งคนที่เป็นโรคร้ายจะเหม็นทุกคน แต่เมื่อมันออกมาทุกคนต้องดีขึ้น เริ่มทำไป 2 ครั้ง แล้วก็ไปทำ CT สแกน ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีกรอบ โดยที่ไม่ได้บอกว่าไปทำอะไรมาบ้างนอกจากกินยา ซึ่งข่าวดีในตอนนั้นคือ โรคร้ายดังกล่าวไม่สามารถตรวจพบได้แล้ว จึงมองว่าการล้างพิษตับ อย่างน้อยก็เป็นทางเลือกอีกหนึ่งทาง ที่ให้ประโยชน์ทั้งร่างกายและจิตใจ”
************** **************
ชีวอโรคยา ได้นำความเห็นจากแพทย์แผนปัจจุบันมาให้อ่านด้วย จากบทความ “กรณีศึกษามะเร็งปอดระยะสุดท้ายหายไปหลังล้างพิษตับ 2 ครั้ง” เขียนโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
************** **************
ผลการล้างพิษตับปรากฏว่าครั้งแรกนิ่วในตับและถุงน้ำดีสีเขียวเยอะมากเต็มถังเป็นสีเขียว ครั้งที่สองทำอีกสองอาทิตย์ปรากฏว่ามีไขมันออกมาด้วย
หลังจากการล้างพิษตับ 2 ครั้งแล้วไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าเม็ดสาคูในปอดจากมะเร็งระยะที่ 4 ได้หายไปทั้งหมด !!!?
ปัจจุบันคุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์ (คุณเจี๊ยบ) ได้ไปล้างพิษตับอีกหลายครั้ง แต่ความน่าอัศจรรย์คือนอกจากจะมีชีวิตยืนยาวกว่า 7 เดือนที่แพทย์คาดการณ์แล้ว มะเร็งที่ปอดระยะที่ 4 ก็หายไปทั้งหมดด้วยตั้งแต่การล้างพิษตับในครั้งที่ 2 ปัจจุบันคุณสินห์ฉวี จึงได้ผสมผสานการล้างพิษตับผสมผสานไปกับการรักษาในแนวทางของหมอเขียว อีกทั้งยังดื่มน้ำปัสสาวะเป็นยาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บัญญัติเอาไว้ในพระไตรปิฎกด้วย
ผมจึงได้โอกาสสัมภาษณ์ รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี อาจารย์แพทย์ ภาควิชาพยาธิวิทยา (Department of Pathology) คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่า กรณีดังกล่าวนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เซลล์มะเร็งที่ปอดจะหลุดออกมาผ่านระบบขับถ่ายเพราะอยู่คนละส่วนกัน แต่น่าจะเป็นเพราะร่างกายเมื่อได้นำไขมันและของเสียจากตับและถุงน้ำดีออกไปได้แล้ว ทำให้ตับทำงานฟื้นตัวได้ดีขึ้น ภูมิต้านทานในร่างกายจึงกลับคืนมา จนเซลล์มะเร็งที่ปอดไม่สามารถจะอยู่ได้มากกว่า
รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี ยังให้ความเห็นเพิ่มเติม อุปมาเปรียบตับเหมือนรถบรรทุกที่มีหินอยู่เต็มคันรถ ยิ่งมีมากยิ่งเคลื่อนได้ช้า หากมีมากขึ้นไปอีกก็ไม่สามารถแล่นได้ หากสามารถลดภาระของรถบรรทุกให้ลดน้อยลงโดยการนำหินออกไปจากรถบรรทุกบ้าง รถบรรทุกนั้นก็จะกลับมาแล่นได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า สิ่งที่ออกมาจากการล้างพิษตับ เช่น ก้อนสีเขียวนั้น แท้ที่จริงหากผ่าร่างกายก็จะพบสิ่งเหล่านี้ในร่างกายอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้คือไขมันจากบริเวณถุงน้ำดีและตับ หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะตกตะกอนกลายเป็นก้อนที่แข็งขึ้นและกลายเป็นนิ่วได้ในที่สุด ดังนั้นการสามารถนำมาออกได้น่าจะมีส่วนในการฟื้นฟูการทำงานของตับโดยตรง
อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี ยินดีให้ความร่วมมือสนับสนุนหลักสูตรล้างพิษตับ โดยการจะตรวจสิ่งที่เป็นผลิตผลจากการล้างพิษตับ เพื่อทดลองในห้องแลปให้ โดยที่จะต้องเก็บตัวอย่างเหล่านั้นในแอลกอฮอล์ 95% เพื่อที่จะได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าในการศึกษากรณีดังกล่าวให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สุดท้าย รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมในการควบคุมอาหาร ลดความเป็นกรดในร่างกาย รับประทานอาหารพืชผักผลไม้ และน้ำที่มีสภาพความเป็นด่าง (อัลคาไลน์) ให้มากขึ้น แต่สำคัญที่สุดมากไปกว่านั้นคือจะต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเพื่อทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น อันเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะการไปแม้แต่โรงพยาบาลก็ยังอาจจะพบเชื้อโรคร้ายแรงในโรงพยาบาลที่ดื้อต่อยาหลายชนิดได้ด้วย
******* *******
หมายเหตุ: สำหรับผู้ต้องการร่วมกิจกรรมคอร์สล้างพิษตับ กับ ชีวอโรคยา
ในรีสอร์ท 4 ดาว+ 3 วัน 2 คืน สไตล์สนุกสนานเป็นกันเอง
**แอดมินอาจไม่เห็นคอมเม้นท์ ควร in box หรือ อีเมล์ ตอบทุกคน-แน่นอนกว่าค่ะ
หากต้องการไปร่วมกิจกรรมกรุณาติดต่อขอรายละเอียดจากเราได้ 3 ทาง คือ
- สอบถามขอรับรายละเอียดได้ทางช่องข้อความ (in box)
- ฝากอีเมล์ของท่านเพื่อขอรับรายละเอียดไว้ในข้อความ (in box)
- อีเมล์หาเราเพื่อขอรับรายละเอียดที่ Chivaarokhaya@hotmail.com
!!!อย่าฝากอีเมล์ให้ในช่องคอมเม้นท์!!! เนื่องจากจะมีผู้ขโมยอีเมล์ของคุณไปสร้างความรำคาญให้คุณค่ะ
สำหรับท่านที่โอนเงินจองก่อนจะได้รับสิทธิ์ในห้องพักที่ดีที่สุดก่อนและคิวกิจกรรมนวดก่อน
******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
โดย ชีวอโรคยา นำมาจาก ส่วนหนึ่งในคลิป www.youtube.com/watch?v=ObqXvanL-CM Published on Feb 8, 2013 จากการเสวนาบนเวที ในงาน “พระอาทิตย์แฟร์ ครั้งที่ 2” ที่บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์ และส่วนหนึ่งของบทความ “กรณีศึกษามะเร็งปอดระยะสุดท้ายหายไปหลังล้างพิษตับ 2 ครั้ง” เขียนโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ภาพ: คุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์ โดย ชีวอโรคยา บันทึกมาจากคลิปดังกล่าว
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

การนวดหน้าแบบคืนสู่วิถีธรรมชาติ ต้นกำเนิดการสร้างสรรค์สู่ผิวสวย

การนวดหน้าแบบคืนสู่วิถีธรรมชาติ ต้นกำเนิดการสร้างสรรค์สู่ผิวสวย
ร่างกายมนุษย์เราเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนัก แต่ธรรมชาติรอบตัวเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่า การคืนกลับสู่วิถีธรรมชาติก็เท่ากับว่าเราได้นำพลังจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่มาฟื้นฟูดูแลและสร้างสรรค์ความงามให้กับตัวเรา
การใช้หลักธรรมชาติบำบัด เช่น ศาสตร์ของกลิ่นหอมอโรมาเธอราพี (Aromatherapy) การนวดกดจุด (Reflexology) และการใช้สมุนไพร (Herb Therapy) หรือแม้แต่การนวดหน้าก็จัดเป็นหนึ่งในวิถีแห่งธรรมชาติซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการมีผิวพรรณสวยเปล่งปลั่ง สะทอนถึงจิตใจภายในที่สมบูรณ์สดชื่น ทั้งนี้เพราะการนวดหน้าจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต คืนความสดใสให้ผิวหน้า และที่สำคัญสามารถปฏิบัติได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงแค่เรียนรู้รูปแบบการนวดหน้าอย่างง่ายๆ และควรใช้ครีมบำรุงขณะนวดหน้า เพราะส่วนผสมต่างๆ ในเนื้อครีม จะซึมซาบเข้าบำรุงทันทีที่การไหลเวียนโลหิตได้รับการกระตุ้น เป็นการเสริมประสิทธิภาพการทำงานของส่วนผสมต่างๆ ในเนื้อครีมได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนง่ายๆ ในการนวดหน้า 3 ขั้นตอน
1. การนวดใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของผู้หญิง แต่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำทุกวัน ดังนั้นการดูแลรักษาเพื่อให้ใบหน้าคงความสดใสอ่อนเยาว์ ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ในการนวดหน้านอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้วยังช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้ผิวพรรณสวยผ่องใสยิ่งขึ้น
ขั้นตอนการนวด ใช้ปลายนิ้วกดนวดจากปลายคางขึ้นมาข้างแก้มเรื่อยๆ จนถึงขมับแล้วกดจุดที่ขมับนิ่งๆ สักครู่ จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ หลังจากนั้น เริ่มต้นนวดจากปลายคางขึ้นไปใหม่อีกรอบจนคุณรู้สึกสดชื่นขึ้น
2. การนวดรอบริมฝีปาก ในแต่วันริมฝีปากเป็นอวัยวะที่ต้องขยับเคลื่อนไหวมากที่สุด บริเวณรอบริมฝีปากจึงอาจเกิดรอยย่นได้ง่าย การนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
ขั้นตอนการนวด ใช้ปลายนิ้วกดวนไปรอบๆ ริมฝีปาก จนถึงจุดรอยหยักเหนือปากให้หยุดอยู่ตรงนี้แล้วกดนิ่งๆ ทิ้งไว้สักครู่ จะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้ริมฝีปากอิ่มเอิบขึ้นดูมีสุขภาพดี
3. การนวดรอบดวงตา ผิวรอบดวงตาเป็นส่วนที่อ่อนบางที่สุดในร่างกาย และเป็นจุดที่สะท้อนความเหนื่อยล้า ความหมองคล้ำที่โดดเด่นที่สุด การนวดบริเวณนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน แต่ต้องไม่กดน้ำหนักเท่ากับส่วนอื่นๆ ควรใช้น้ำหนักมืออย่างเบาในการนวด
ขั้นตอนการนวด แบ่งเป็น 2 ส่วนคือเหนือตาและใต้ตา
ส่วนเหนือตา : ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ บีบรอบเบ้าตาจากส่วนหางคิ้ววนไปจนถึงหัวคิ้ว จากนั้นบีบที่ดั้งจมูกค้างไว้สักครู่
ส่วนใต้ตา : ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางกดพร้อมกัน ไล่ไปรอบส่วนโค้งตา จากนั้นเปลี่ยนนิ้ว เริ่มนวดที่ส่วนเหนือตา ทำอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ การนวดแบบนี้จะกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบดวงตา และช่วยผ่อนคลายสายตาที่อ่อนล้าได้
******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
ชีวอโรคยา นำมาจาก teenee.com อ้างอิง mcot
ภาพ: ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

การปั่นจักรยาน ช่วยบรรเทาโรคปวดหลังได้!

การปั่นจักรยาน ช่วยบรรเทาโรคปวดหลังได้!
ไม่ต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางวิชาการจากที่ไหน แต่เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเองล้วนๆ โรคปวดหลังบรรเทาลงได้ทันตาเห็น เมื่อเริ่มปั่นจักรยานไปได้สักพัก
ผมเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
สมัยเรียนปี 4 ปีเมื่อประมาณปี 2542 เพื่อนๆ จัดมี้ตติ้งชั้นปีที่ปราณบุรี ช่วงนั้นเป็นวัยหนุ่ม เรี่ยวแรงกำลังสมบูรณ์ ด้วยความหวังดีอยากให้เพื่อนๆ ได้มานั่งคุยกันที่ริมชายหาด ผม (คนเดียว) จึงตระเวนยกโต๊ะและม้าหินอ่อนทั้งหาดมาเรียงแถวรอเพื่อนๆ ตั้งแต่ช่วงเย็น กว่าจะจัดโต๊ะเสร็จก็ค่ำพอดี… มี้ตติ้งผ่านไปด้วยความสนุก แต่ขากลับผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสนุก
ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับกรุงเทพฯ ผมเกิดอาการปวดหลังอย่างหนักหน่วง พยายามให้เพื่อนนวดให้ก็ไม่ดีขึ้น หลังจากวันนั้นก็กัดฟันอดทนมาอีกเกือบสัปดาห์ จนในที่สุดทนไม่ได้จึงไปหาหมอ อาจารย์หมอ ณ แผนกออปิดิกส์ที่โรงพยาบาลศิริราชวินิจฉัยว่า หมอนรองกระดูกสันหลังของผมทับเส้นประสาท รักษาด้วยการกินยาและกายภาพบำบัด เช่น ว่ายน้ำ โยคะ (บางท่า) และห้ามยกของหนักอีกเด็ดขาด
ชีวิตผมเปลี่ยนไปนับแต่วันนั้น ช่วงเดือนแรกของการกินยารักษา อาการผมหนักถึงขนาดเกือบเดินไม่ได้ มันปวดตั้งแต่หลัง ร้าวลงไปที่ขาและปลายเท้า แต่เมื่อรักษาไปสักระยะอาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่สิ่งที่ติดตัวผมมาตลอดเวลานับสิบๆ ปีก็คือ อาการปวดหลัง
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ และคนใกล้ตัวจะได้ยินผมบ่นปวดหลังจนชินหู นั่งทำนานหน้าคอมนานหน่อยก็ปวดหลัง
ยืนนานๆ ก็ปวดหลัง ถือกระเป๋าใส่ของหนักนิดเดียวก็ปวดหลัง อาการแบบนี้ หมอเคยบอกว่าถึงผ่าตัดก็อาจจะไม่หายสนิทเหมือนเดิม เพราะหมอนรองกระดูกมันอาจจะเสื่อมไปแล้ว
ผมพยายามหาทางออกด้วยการว่ายน้ำ ซึ่งการออกกำลังโดยมีน้ำช่วยอุ้มกระดูกสันหลังก็ช่วยให้ดีขึ้นบ้าง แต่เนื่องด้วยความไม่สะดวกในการหาสระว่ายน้ำใกล้บ้าน จึงทำให้ว่ายได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ
ล่าสุดเมื่อต้นปี 2556 ผมตัดสินใจซื้อจักรยานมาปั่นออกกำลังกาย เป็นจักรยานลูกผสมที่เรียกกันว่า “ทัวริ่ง” คือเฟรมคล้ายเสือหมอบ แต่แฮนด์ตรงและใช้ชุดเกียร์เดียวกับเสือภูเขา แรกๆ ก็กังวลอยู่ว่าจะส่งผลเสียกับอาการปวดหลังรึเปล่า เพราะการปั่นจักรยานมันต้องก้มเป็นเวลานาน
จำได้ว่า ช่วงสัปดาห์แรกที่ลองปั่นในระยะทางใกล้ๆ ไม่เกิน 10 กม. (ทางเรียบ ปั่นบนผิวถนในกรุงเทพฯ) หลังของผมมีอาการปวดพอสมควร แต่พอฝืนปั่นต่อไปสักพัก ไม่เกิน 1 เดือน อาการปวดหลังที่เคยมารบกวนให้รำคาญก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผมดำเนินชีวิตเหมือนเดิมตลอด แต่สิ่งเดียวที่เพิ่มเข้ามาคือการปั่นจักรยาน เคยเข้าไปอ่านกระทู้ในพันธุ์ทิพย์อยู่เหมือนกันว่า เพื่อนหลายคนที่เคยมีอาการปวดหลัง พอปั่นจักรยานแล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น
จากที่สังเกตตัวเอง ผมคิดว่า การปั่นจักรยานช่วยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเอว หลัง และไหล่แข็งแรงขึ้น อันเกิดจากจังหวะการเอี้ยวเพื่อลงแรงไปที่เท้าเพื่อปั่นจักรยาน คือแทนที่จะปวดหลังเนื่องจากต้องก้มนานๆ กลับกลายเป็นผลดีต่อระบบกล้ามเนื้อหลังอย่างวิเศษ
ที่ร่ายมายืดยาวนี่ก็เพื่อจะบอกกับทุกๆ ท่านว่า จากประสบการณ์ตรงของผมเอง อาการปวดหลังของผมบรรเทาขึ้นมากหลังจากปั่นจักรยาน จึงอยากแนะนำให้ทุกท่านลองทำดู
ผมมีอาการดีขึ้น คนอื่นๆ ก็น่าจะดีขึ้นได้ไม่ต่างจากผม
******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
โดย ชีวอโรคยา เรื่องเรื่อง : อภิศักดิ์ เจือจาน Photos : yelenacasale.blogspot.com and FHM Thai Edition จาก www.fhm.in.th/SECTION-LIFE…/…/Riding-can-heal-your-backache/

ตำรับยาทรงคุณค่า รักษาโรค"สะเก็ดเงิน"(เรื้อนกวาง) กรุณาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานต่อ

ตำรับยาทรงคุณค่า รักษาโรค"สะเก็ดเงิน"(เรื้อนกวาง) กรุณาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานต่อ
สมุนไพรที่ต้องเตรียม
1ใบไม้ไผ่สีสุข (ไม่ใช่ไผ่ป่าดูให้ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะผิดตรงนี้) 1กำมือ
2ใบต้นแจง (เป็นต้นไม้ใบขม ออกผลเมื่อสุกจะมีสีเหลือง ให้ใช้ใบไม่อ่อนไม่แก่)1กำมือ
3.ต้นมะแว้งเครือทั้ง 5 (ต้นมีลักษณะเป็นเถาว์ มีดอกสีม่วง มีผลลายลูกเล็กๆใช้จิ้มน้ำพริกกิน)1กำมือ
คำว่า "ทั้ง 5" หมายถึงทั้งต้น ราก ต้น ใบ ดอก ผล
4ว่านหางจระเข้ ปลอกเปลือกไว้ทาภายนอกทาตรงส่วนที่คัน หากคันทาได้ตลอดเวลา
วิธีประกอบตัวยา
ตัวยาที่จะประกอบก็คือส่วนที่ 3 ยากซักหน่อย คือต้นมะแว้ง คือเราต้องเอามีดสับลำต้น และรากมันก่อนเพราะรากมันมีหนาม พอสับเสร็จก็กะให้ได้1กำมือแล้วล้างให้สะอาด หลังจากล้างทุกอย่างให้สะอาดดีแล้ว ก็เอาทั้งหมดลงหม้อต้มยา ก่อนเอาลงหม้อ ให้ระลึกถึงครูอาจารย์เจ้าของสูตรยาตัวนี้ จากนั้นใส่น้ำต้มไฟอ่อนๆจนเดือด รับประทานครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าเย็น1หม้อ จะทานได้ 5 วัน หลังจากนั้นก็หาตัวยามาต้มใหม่ โดยทั่วๆ ไป คน1คนจะต้องทาน 5-7 หม้อจึงจะหาย ถ้าไม่หายก็ต้องทานต่อไป
ข้อห้าม! คือห้าม อาหารทะเลทุกชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยอดผักที่มียางสีขาว ห้ามอดนอนควรพักผ่อนเยอะๆ ห้ามดื่มน้ำอัดลม และของเย็นๆ

ผิวสวยด้วยน้ำมันมะกอก

ผิวสวยด้วยน้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอกบำรุงผิวสวยได้ทั่วตัวเส้นผมจรดปลายเท้า...
น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติพิเศษกว่าน้ำมันอื่นๆคือ เมื่อทาน้ำมันมะกอกแล้วจะซึมสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วและไม่ทิ้งความมันบนผิวหน้ามากนัก แตกต่างกับน้ำมันอื่นๆที่ทาแล้วจะไม่ซึมสู่ผิวแถมยังทิ้งความมันไว้ น้ำมันมะกอกสามารถใช้แต้มสิวฆ่าเชื้อโรคได้ หรือจะใช้ร่วมกับครีมบำรุงผิวต่างๆได้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่เช็ดหน้าทำความสะอาดด้วยโทนเนอร์ ทาน้ำมันมะกอกเล็กน้อยจากนั้นทาครีมบำรุงผิวลงไป น้ำมันมะกอกจะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมลึกสู่ผิวและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครีมบำรุงผิวให้ดียิ่งขึ้นเข้าไปอีก
น้ำมันมะกอกสามารถใช้ทาก่อนนอนได้เลยโดยไม่ต้องทาครีมบำรุงเพิ่ม ด้วยประโยชน์ของน้ำมันมะกอกช่วยขจัดสิ่งสกปรกและสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ผิวกระจ่างใสชุ่มชื่นและชะลอริ้วรอยแห่งวัย น้ำมันมะกอกเพียงอย่างเดียวมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับครีมบำรุงพื้นฐานกว่า 10 ชนิด
******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่อยู่หน้าเพจค่ะ
เครดิต: โดย ชีวอโรคยา จากส่วนหนึ่งของบทความเรื่อง น้ำมันมะกอกที่ชีวอโรคยาแปลและเรียบเรียง-รวบรวมจาก wisegeek.com / olibio.gr/olive-oil-making-process / scientificpsychic.com/fitness/fattyacids1.html / โครงการชัยพัฒนา chaipat.or.th /wikipedia / women.thaiza.com ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

สารคดีฅนของแผ่นดิน : การเป็นหัวหน้าฯ

สารคดีฅนของแผ่นดิน : การเป็นหัวหน้าฯ
สารคดีแนวคิดสร้างสรรค์ จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จ?พระเจ้าอยู่หัว
"การพบกันของ 84 เจ้าความรู้ กับ 84 เจ้าหนูช่างสงสัย"
จัดทำโดย ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
https://www.youtube.com/watch?v=8ZHLx7147JE



(๒๖) "สายลม แห่งการเปลี่ยนแปลง" : สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร

(๒๖) "สายลม แห่งการเปลี่ยนแปลง" : สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร
สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระ?บรมราชินีนาถ ๘๐ พรรษา ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร ตอนที่ ๒๖ "สายลม แห่งการเปลี่ยนแปลง"
ในอดีต บนขุนเขาสูงตระหง่าน ชาวไทยภูเขาต่างยังชีพด้วยการถ่างป่าและปล?ูกฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนา?งเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้มีพระราชดำริให้จัดหาอาชีพทดแทนให้ สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงจึงเริ่มพัดสู่ขุ?นเขาแห่งนี้ นั่นคือ "สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่" และด้วยพระวิริยะอุตสาหะที่จะทรงแก้ไขปัญห?า สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนิ?นมาเยี่ยมราษฎรที่นี้เพื่อทอดพระเนตรความเ?ปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จนถึงทุกวันนี้ชาวไทยภูเขามีความเป็นอยู่ท?ี่ดีขึ้นเพราะมีอาชีพและรายได้เพื่อมาจุนเ?จือครอบครัว ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร สายลมก็ยังคนพัดโอบล้อมดูแลปกป้องขุนเขาเห?ล่านี้ไม่เสื่อมคลาย
https://www.youtube.com/watch?v=CDXGY8mb9EU



วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

บาปมาก บาปน้อย ขึ้นอยู่กับ 3 ข้อต่อไปนี้ ....

บาปมาก บาปน้อย ขึ้นอยู่กับ 3 ข้อต่อไปนี้ ....

      1. เจตนาในการทำบาป    
      2. คุณธรรมของผู้ถูกกระทำ
      3. ผลของบาปที่ได้กระทำต่อผู้อื่น

ยกตัวอย่างจากการผิดศีล  ดังนี้

การฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต)   บาปมาก – บาปน้อย การฆ่าสัตว์ จะบาปมาก หรือ บาปน้อย นั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ความพยายามในการฆ่า ถ้าใช้ความพยายามมากก็บาปมาก ใช้ความพยายามน้อยก็บาปน้อย ฆ่า สัตว์มีคุณมาก ก็บาปมาก เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือไม่มีคุณ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ก็บาปน้อย ฆ่าสัตว์ตัวใหญ่บาปมาก ฆ่าสัตว์ตัวเล็กก็บาปน้อย ถ้าฆ่าคนที่มีคุณธรรมมาก บาปมาก ถ้าเป็นคนที่มีคุณธรรมน้อย ก็บาปน้อยตามลำดับ

การลักทรัพย์ (อทินนาทาน)
การลักขโมยทรัพย์สิ่งของจะบาปมาก หรือ บาปน้อย (โทษมาก-โทษน้อย) ขึ้นอยู่กับราคาของทรัพย์และ เจ้าของทรัพย์ ถ้าเป็นของที่มีราคาแพง และเจ้าของเป็นผู้มีคุณธรรมมีศีลธรรม ก็ย่อมจะมีบาปมากโทษมาก ถ้าเป็นของที่มีราคาถูก และเจ้าของทรัพย์ไม่มีคุณธรรม หรือศีลธรรมก็ย่อมมีบาปน้อย โทษน้อย

การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร)
การจะมีบาปมาก หรือมีบาปน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับ คุณธรรมและความสมัครใจ ของผู้ล่วงเกินและผู้ถูกล่วงเกินด้วย

การพูดเท็จ (มุสาวาท)
การพูดโกหก  มีโทษมาก  หรือมีโทษน้อย  ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นมีคุณมาก หรือคุณน้อยและทำลายประโยชน์เขามากก็บาปมาก   ทำลายประโยชน์น้อยก็บาปน้อย   ไม่ว่าจะจำเป็นที่ต้องพูดโกหก  ขณะที่พูดโกหก  ขณะนั้นศีลข้อ  4  ก็ขาดแล้ว  ศีลของปุถุชน ไม่มั่นคง  ศีลของบางคนมีที่สุด   เพราะทรัพย์บ้าง    เพราะญาติ    เพราะลาภ    เพราะ ยศ  ฯลฯ

.

Waiting....