วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สมการน่าสนใจจากนักคิด ไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจ

สมการน่าสนใจจากนักคิด ไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจ
โง่ + ขยัน = เหนื่อย..โง่ + ขี้เกียจ = ยากจน
โง่ + บริโภคนิยม = หมดตัว...โง่ + ช้า = ล้าหลัง
โง่ + รีบร้อน = สะดุด...โง่ + ซื่อสัตย์ = คนเมตตา
โง่ + กตัญญู = พระคุ้ม...โง่ + เรียนรู้ = ไม่โง่
ฉลาด + ขยัน = ความสำเร็จ..ฉลาด + อดทน = ความเจริญ
ฉลาด + ขี้เกียจ = โกง..ฉลาด + ขี้เกียจ + โลภ = โคตรโกง
ฉลาด + ซื่อสัตย์ = ยอดคน..ฉลาด + ไม่เรียนรู้ = ไม่ฉลาด
โลภ + ขยัน = รวย..โลภ + โกรธ = โรคหัวใจ
โกรธ + เกลียด = ไฟในอก..โกรธ + อโหสิ = สวรรค์
รัก + ใจร้อน = ชิงสุกก่อนห่าม
รัก + ใจเย็น = ไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร
รัก + เข้าใจ = รักจริง..รัก + เข้าใจ + ให้อภัย = รักแท้
อกหัก + เหล้า = ยืดเวลาอกหัก
อกหัก + เข้าใจ = ลดเวลาอกหัก
อกหัก + เมตตา = หายอกหัก
ความรู้ + ความหลง = เอาตัวไม่รอด
ความรู้ + สติ + ปัญญา = ความเจริญ
ปัญหา + กลุ้มใจ = ปัญหาเพิ่ม
ปัญหา + วิเคราะห์ = ลดปัญหา
ใจเย็น + รอบคอบ = สำเร็จมั่นคง
รีบร้อน + มีแผน = วิ่งสะดุด
รีบร้อน + ไม่มีแผน = วิ่งอยู่กับที่
รวย + เมตตา = บุญ....รวย + ธรรม = กุศล
ทำบุญ + ชื่อเสียง = แบกโลก..ทำบุญ + ชาติหน้า = การลงทุน
ทำบุญ + เมตตา = ปล่อยวาง..เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = โซ่ตรวน
เข้าใจ + ปล่อยวาง = เย็น...สรุป สูตรชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
ขยัน + อดทน + เรียนรู้ + ใจเย็น + เมตตา + ปล่อยวาง = ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางโลกและจิตใจ

ทนายวันชัย สอนศิริ

คนที่เข้มแข็ง..ปราศจากสิ่งปิดบังใดๆ ย่อมสมบูรณ์พร้อมด้วยความอ่อนโยน

ใครที่มี "ความเข้มแข็ง" อยู่แล้วภายในใจ
แทนที่ภายนอกจะแข็งกร้าว..กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
นั่นเพราะเขาไม่มีความอ่อนแอให้ปิดบัง
ไม่กลัวใครรู้สิ่งซุกซ่อน...เมื่อไม่ต้องปิดบังอะไร,
แล้วจะต้องก้าวร้าวต่อคนอื่นๆ อีกทำไมกัน ?
."...คนที่ก้าวร้าว เมื่อมองให้ลึก.."
จะพบความอ่อนแอที่ซุกซ่อนไว้..เพราะกลัวคนอื่นล่วงรู้
จึงทำทีแข็งกร้าวป้องกันเอาไว้ก่อน
ตรงกันข้าม, คนที่เข้มแข็ง..ปราศจากสิ่งปิดบังใดๆ
ย่อมสมบูรณ์พร้อมด้วยความอ่อนโยน
รู้จักคุณค่าที่แท้ของจิตใจ
และพร้อมจะเปิดประตูใจต้อนรับ.
ผู้มาเยือนเสมอ ตลอดเวลา..."
Suvilai Boontiwaporn
21 ชม. ·

หลักครองตนเป็นใหญ่ในบ้านดังนี้

หลักครองตนเป็นใหญ่ในบ้านดังนี้
1.อย่าเรียกเมียว่าแม่(เด่วมันเหลิง)
2.อย่าทำงานบ้านแทนเมีย(ซักผ้า, ล้างจาน) อาจมีครั้งต่อไปไม่สิ้นสุด
3.อย่าขอเงินเมีย(มันจะไม่เกรงใจเราและอาจสูญเสียอำนาจปกครอง)
4.อย่าดูดนมเมีย(มันจะเข้าใจว่าเราเป็นลูก อาจตีด้วยไม้เรียว)

Suvilai Boontiwaporn
21 ชม. ·

!!!...(มันดีทั้งคู่ หรือ เลวทั้งคู่???)

Boonchai Charoon
สมศักดิ์ ไปซื้อบุหรี่ที่ร้านแห่งหนึ่ง..ซื้อ 20 บาท ให้แบงค์ไปใบละ 50
เถ้าแก่ถอนให้ 40 สมศักดิ์เก็บใส่กระเป๋าแล้วก็เดินไป...
ไปได้ไม่ไกล เถ้าแก่วิ่งไล่มา..“คุณลืมเอาบุหรี่ที่ซื้อไป”
สมศักดิ์ซึ้งมาก หยิบ 10 บาทคืนให้เถ้าแก่..“อันนี้คุณทอนเกิน”
เถ้าแก่ตะลึง...“ไอ้หนุ่ม เอาบุหรี่เมื่อกี้คืนมา เอาของแท้ไป”
สมศักดิ์ซึ้ง จนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“เถ้าแก่ เอาแบงค์ 50 เมื่อกี้มา ผมเปลี่ยนของจริงให้”
เถ้าแก่รับแบงค์จริงจากสมศักดิ์ ซึ้งมากขึ้นอีก
“ไอ้หนุ่ม เอาเงินทอนเมื่อกี้มา ข้าเปลี่ยนแบงค์จริงให้”
สมศักดิ์ซึ้งอีกครั้งหนึ่ง หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า
“เถ้าแก่ เอามือถือของคุณคืนไป”
เถ้าแก่ซึ้งจนน้ำตาไหล มือไม้สั่นหมด..หยิบกระป๋าตังค์ออกมา.
“ไอ้หนุ่ม วันหน้าระวังกระเป๋าตังค์ให้ดี ๆ นะ”
!!!...(มันดีทั้งคู่ หรือ เลวทั้งคู่???)

:: จาก "ข้อคิด" มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต ::

:: จาก "ข้อคิด" มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต ::
...เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบ มักจะมองว่าเด็กดื้อ
...ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดันให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า
...ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป
...คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์ มากกว่าความฉลาด
...การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง
...การฝึกวินัยให้กับลูกนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการฝึกวินัยให้กับพ่อแม่ด้วย
...หากเชื่อว่า "การบ่น" จะทำให้ลูกนิสัยดีขึ้นก็น่าจะลองดู ในเมื่อความเป็นจริงนั้น "การบ่น" มักจะยิ่งทำให้ลูกแย่ลงมากกว่าเดิมเสียอีก
...พ่อแม่ หากมีความรักลูกมากไปแล้ว ก็ยากที่จะสอนวินัยให้กับลูกได้ดี
...หากพ่อแม่คาดหวัง อยากจะให้ลูกเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกเป็นคนดีด้วย (อย่าเพียงแต่หวัง)..

ไม่มีสิ่งใด "ดีพอ" เท่ากับความ "พอดี"

"ความพอ" .. เป็นคุณสมบัติของ
ผู้มีคุณธรรม..จง "พอใจในสิ่งที่ตนเองมี"
จง "ดีใจในสิ่งที่ตนเองได้"..จง "อย่าเป็นคนไม่รู้จักพอ"
มีความสามารถ หามาได้เท่าไหร่..ก็ควรจะเอาแค่นั้น..
"อย่าโลภมาก"..ถ้าคนเรา..ได้เท่าไหร่ก็ยังไม่พอ
เมื่อไม่พอ..ก็คิดแต่จะขอผู้อื่น..เมื่อเขาไม่ให้..ก็ไม่พอใจ
ขั้นเลวร้ายคือ..คิดจะขโมย จะโกงของๆเขา
เราก็จะพบแต่ความเดือดร้อน.....จำไว้ว่า..
ไม่มีสิ่งใด "ดีพอ" เท่ากับความ "พอดี"

โกลดี้ ฮอร์น....ดาราผู้พบทางสว่าง และ ต่อยอดสู่เด็ก

โกลดี้ ฮอร์น....ดาราผู้พบทางสว่าง และ ต่อยอดสู่เด็ก

ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน เป็นปัญหาใหญ่ในอเมริกา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้เด็กเกิดความความเครียดมาก ส่งผลให้การเรียนตกต่ำ และก้าวร้าวมากขึ้น เด็กมักแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง จึงเข้ากับเพื่อนไม่ได้ รวมทั้งมีการใช้ยาเสพติดมากขึ้นด้วย
เด็กมัธยมในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ต้องออกจากการศึกษาร้อยละ 50 เด็กวัยรุ่นร้อยละ 13 เป็นโรคซึมเศร้า และจากสถิติพบว่า 1 ใน 3 ของคนที่ฆ่าตัวตาย มีอายุระหว่าง 14-25 ปี และคนเหล่านี้เป็นโรคซึมเศร้า ปัญหาเหล่านี้กระทบถึงครอบครัว สังคม ประเทศชาติโดยรวม ผู้ปกครองและครูต่างก็มีความเครียดมาก และพยายามหาทางแก้ไข
เกี่ยวกับเรื่องนี้มีองค์กรที่ทำงานเพื่อแก้ปัญหาเด็กองค์กรหนึ่งซึ่งที่น่าสนใจ คือ มูลนิธิฮอว์น ก่อตั้งโดย “โกลดี้ ฮอว์น” (Goldie Hawn) นักแสดงหญิงชื่อดังชาวอเมริกัน ในปี 2003
ดาราสาวได้เห็นปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอดในฐานะแม่ ประกอบกับมีแรงบันดาลใจจากการได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา เธอจึงตั้งมูลนิธิฮอว์น เพื่อนำการฝึกจิตตภาวนาเข้ามาใช้ในวงการศึกษา โดยสอนการเจริญสติให้เด็กนักเรียน ซึ่งเธอเห็นว่าเป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้
มูลนิธิฮอว์น (www.Thehawnfoundation.org) ทำงานให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนต่างๆ ในการพัฒนาศักยภาพเด็ก ในด้านการเรียนและการใช้ชีวิต โดยได้รับความร่วมมือจากวิปัสสนาจารย์ นักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์ทางสมอง นักการศึกษา ซึ่งร่วมกันคิดและจัดทำโปรแกรมชื่อ MindUp Program เพื่อฝึกหัดให้เด็ก โดยออกแบบเป็นบทเรียน 15 บท ซึ่งหลักสูตรนี้ได้นำมาใช้และศึกษาวิจัยมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี
โปรแกรมนี้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมาะกับการเรียนรู้ ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน อยากมาโรงเรียน หลักสูตรนี้ฝึกการเจริญสติ (Mindful Awareness training) ทำให้เด็กมีสมาธิ มีสติ ฝึกให้เด็กมีความเมตตากรุณา รู้จักการช่วยเหลือและแบ่งปัน ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้งในชีวิตประจำวันอย่างใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ฝึกการควบคุมอารมณ์และทักษะทางสังคม ทำให้เด็กเรียนดีขึ้น เรียนด้วยความสุข และลดความเครียดให้เด็ก รวมทั้งครู และผู้ปกครองด้วย
หลังจากใช้หลักสูตรนี้มา 10 ปี ได้มีการประเมินผลทุกปี ดร.คิมเบอรี่ โชเนิส ไรส์ แห่งมหาวิทยาลัยบริติส โคลัมเบีย ซึ่งเป็นเครือข่ายทำวิจัยให้มูลนิธิ ได้ประเมินผลในครูและเด็กระดับ 4-5 พบว่า
ครูทุกคนรายงานว่า เด็กตั้งใจเรียนดีขึ้น บรรยากาศการเรียนดีขึ้น ครูสามารถควบคุมสถานการณ์ในห้องเรียนได้ดีขึ้น ความวุ่นวายน้อยลง เด็กร้อยละ 81 รายงานว่า มีความสุขในการเรียนมากขึ้น มีสมาธิในการเรียนดีขึ้น ร้อยละ 58 รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น และร้อยละ 15 ผลการเรียนดีขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเจาะเลือดดูระดับคอติซอล ซึ่งแสดงถึงระดับความเครียด พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกติ หลักสูตรนี้ได้รับการรับรองจากสถาบัน CASEL ซี่งเป็นสถาบันพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่มีชื่อเสียงของอเมริกา
ปัจจุบัน โปรแกรมการเจริญสติของมูลนิธิฮอว์น ได้นำไปใช้ในเด็กนักเรียนมาแล้วหลายพันคนใน 5 ประเทศ คือ ฮ่องกง ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา และแคนาดา
โกลดี้ ฮอว์น เกิดปี 1945 ที่วอชิงตัน มารดาเป็นเจ้าของร้านขายอัญมณี และโรงเรียนสอนเต้นรำ ส่วนบิดาเป็นนักดนตรี เธอเรียนจบด้านการเต้นรำ และเมื่ออายุ 18 ปี ได้เริ่มอาชีพเปิดโรงเรียนสอนเต้นรำสำหรับเด็ก และเป็นดาราทีวี ได้รับรางวัล Emmy Award 2 ครั้งในปี 1960
ต่อมาเธอได้แสดงภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จในปี 1969 ได้รับรางวัล Academy Award จากภาพยนตร์เรื่อง Actus Flower และได้รับรางวัลออสการ์ ปี 1980 จากเรื่อง Private Benjamin ในฐานะนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม
หลังจากนั้นเธอได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้กำกับการแสดงและผู้สร้างภาพยนต์ มีผลงานออกมามากมาย ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องหลายเรื่องเช่น Bird on a Wire, Death before Her, The Frist Wives club ฮอว์นแต่งงานสองครั้ง เธอเป็นแม่ของโอลิเวอร์ และเคท ฮัดสัน ดาราภาพยนตร์ในปัจจุบัน
ฮอว์นเป็นนักปฏิบัติธรรมแบบพุทธ เธอเดินทางไปศึกษาที่อินเดียทุกปี ตั้งแต่ปี 1981 เธอนับถือท่านทะไล ลามะ ว่าเป็นครูที่สำคัญคนหนึ่งของเธอ เธอได้มุ่งมั่นศึกษาจนเข้าใจถึงประโยชน์ของการเจริญสติเป็นอย่างดี และสามารถนำมาใช้พัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง
นักแสดงหญิงชื่อดังได้เขียนหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรก คือ Goldie : A lotus grows in the mud เธอเล่าว่า เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาจากใจ โดยเล่าเรื่องราวความทรงจำในชีวิตของเธอ ผู้คน เรื่องราวที่เธอพบเห็น การค้นหาตัวตนของเธอ ความใฝ่ฝัน ความคิด ปัญหาในชีวิต การแสวงหาทางจิตวิญญาณ เธอเปรียบตนเองเสมือนเป็นดอกบัว ซึ่งเติบโตและเจริญงอกงามขึ้นจากโคลนตม หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือขายดี โดยขายได้ราว 1 ล้านเล่ม
อีกเล่มหนึ่ง คือ 10 Mindful Minutes เป็นคู่มือสำหรับพ่อแม่ในการฝึกเจริญสติให้เด็ก ช่วยให้ลูกพัฒนาศักยภาพตนเองในด้านการเรียน และการดำรงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น รู้จักควบคุมอารมณ์ และเครียดน้อยลง ซึ่งเป็นงานที่เธออุทิศให้กับสังคม ในวัย 68 ปี ฮอว์นกล่าวว่า
“งานธุรกิจในวงการบันเทิงของฉัน มันแสนจะน่าอัศจรรย์ แต่ไม่ใช่งานของฉันในวันนี้ ที่ฉันทำใจให้เป็นสมาธิได้แล้ว”
เมื่อต้นปีนี้ เธอได้มีโอกาสไปบรรยายในงานประชุมวิชาการเกี่ยวกับการเจริญสติในวงการศึกษา ที่นครแวนคูเวอร์ แคนาดา ซึ่งจัดโดย The Dalailama center (สามารถเข้าไปฟังคำบรรยายได้ใน www.dalailamacenter.org/conference/heart-mind-2013-how-mindfulness-helps-children-thrive. หรือใน www.youtube.com/goldie Hawn and Dan Siegel at TEDMED 2009.)
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

พลังสติ_ต้านไวรัส

พลังสติ_ต้านไวรัส
“ความเครียด” เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้แปรปรวน โรคปวดหลังเรื้อรัง โรคปวดศีรษะ เป็นต้น
นอกจากนั้น ความเครียดยังทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง เราจึงเป็นโรคติดเชื้อ เป็นโรคมะเร็ง โรคภูมิต้านทานบกพร่อง ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ทางสุขภาพสนใจกันมาก และมีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เกิดความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมากมาย และทำให้เรารู้วิธีป้องกันตนเองจากโรคเหล่านี้
“โรคติดเชื้อไวรัส” กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน เพราะบางโรคมีอาการรุนแรง ทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และมีอาการปอดอักเสบตามมาในเวลาอันรวดเร็ว เช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดตะวันออกกลาง เป็นต้น
หรือเชื้อบางตัวทำให้มีไข้สูง อ่อนเพลียหมดแรง คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงอย่างมาก ต่อมามีอาการ ตับวาย ไตวายเฉียบพลัน และทำให้เสียชีวิตได้ ดังที่กำลังมีการระบาดของเชื้อไวรัสบางสายพันธ์ เช่น เชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกา ที่กำลังระบาดในประเทศ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน
เชื้ออีโบลาเกิดขึ้นในปี 2519ในประเทศซูดาน และมีการระบาดหนักในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ ในเวลาต่อมาหลายครั้ง จนถึงขณะนี้ กำลังระบาดในเซียร์ราลีโอน กินี ไลบีเรีย มีผู้เสียชีวิตมากมาย จนต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ควบคุมพื้นที่ไม่ให้มีการแพร่ระบาดออกไป
โรคพวกนี้ติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย และเลือดได้ ไวรัสตัวนี้อยู่ในสัตว์ป่า เช่น ค้างคาวกินผลไม้ ลิงชิมแปนซี โรคนี้อัตราตายสูงถึงร้อยละ 60 โรคติดเชื้อไวรัสเหล่านี้ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ นักวิทยาศาสตร์สุขภาพมีความสนใจและทำการศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสกันมาก
ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า ภูมิต้านทานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ติดเชื้ออีโบลามีโอกาสรอดชีวิต โดย ศ.นพ.อมร อธิบายการทำงานของภูมิต้านทาน ซึ่งมีอยู่ในร่างกายตลอดเวลา เช่น เม็ดเลือดขาวจะออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค ส่งผลให้ผู้รับเชื้อมีอาการปวดเมื่อย และหากภูมิต้านทานสามารถต่อสู้จนหยุดยั้งกระบวนการของเชื้อไวรัสอีโบลาได้ภายใน 7-10วัน อาการก็จะดีขึ้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีงานวิจัยที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น งานวิจัยของศาสตราจารย์ เชลดอน โคเฮน (Sheldon Cohen) พบว่า คนไข้ที่มีความเครียดมากจะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสหวัด(Common cold) ได้มากกว่าคนไข้ที่มีความเครียดน้อย โดยเขาให้อาสาสมัคร 394 ราย ที่เข้ารับการทดลอง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้แบบทดสอบวัดความเครียด
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่มีความเครียดมาก กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีความเครียดน้อย แล้วหยอดเชื้อหวัดเข้าไปในช่องจมูก พบว่า กลุ่มที่มีความเครียดมากจะติดเชื้อร้อยละ 47 กลุ่มที่มีความเครียดน้อยจะติดเชื้อร้อยละ 27 จะเห็นว่า คนที่มีความเครียดมากมีโอกาสติดเชื้อหวัดได้มากกว่าคนที่มีความเครียดน้อย (www.youtube.com/Sheldon cohen : Mind Body Medicine)
นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยของศาสตราจารย์ เจนิซ คีโคลต์ กลาเซอร์ (Janice Kiecolt-Glaser) แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ซึ่งศึกษาในคู่สมรสที่อยู่ด้วยกัน พบว่า ช่วงที่ทั้งคู่มีความเครียดและทะเลาะกันบ่อยๆ จะมีโอกาสติดเชื้อหวัดได้มากกว่าช่วงที่ไม่ทะเลาะกัน หรือในคู่สมรสที่หย่ากันใหม่ๆ พบว่า คนเหล่านี้มักจะมีเชื้อไวรัสเริม (Herpes Virus) ขึ้นที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศได้บ่อยในช่วงที่เครียดมากๆ และนอนดึก เมื่อเจาะเลือดดูพบว่า ในช่วงที่มีความเครียดมาก แอนติบอดีหรือภูมิต้านทานเชื้อเริมจะลดลง
ศ.เจนิซยังได้ศึกษาเปรียบเทียบบุคคลทั่วไป กับผู้สูงอายุที่มีอาชีพดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ซึ่งมักจะมีความเครียดสูง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ ( Influenza virus vaccine) ให้ทั้งสองกลุ่ม เพื่อสร้างภูมิต้านทาน แล้ววัดภูมิต้านทานต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หลังฉีดวัคซีนไประยะหนึ่ง พบว่า ในคนสูงอายุที่มีอาชีพดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม จะมีภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีน ต่ำกว่าบุคคลทั่วไป (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในwww.ibmr.osu.edu/researchers/research)
โดยสรุปก็คือ ความเครียดเรื้อรังทำให้ภูมิต้านทานของคนเราต่ำลง ทำให้เป็นโรคติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงทำการศึกษาวิธีป้องกันโรคเหล่านี้โดยการลดความเครียดลง ซึ่งมีได้หลายวิธีการ
เริ่มด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งพบว่า คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะเป็นโรคหวัดหรือโรคเริมน้อยลง การนอนดึกก็ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการนอนดึก โดยเข้านอนไม่เกิน 22.00 น. การฝึกความผ่อนคลายต่างๆ เช่น ฝึกการหายใจ ฝึกไทเก๊ก ชี่กง ฝึกโยคะ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกสมาธิ การเจริญสติ ซึ่งวิธีการเหล่านี้มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้น สามารถต้านทานเชื้อไวรัสที่ไม่รุนแรงได้ แต่หากเจอเชื้อที่รุนแรง ก็ยากที่จะต้านทานได้ ต้องใช้วัคซีนฉีดป้องกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งนักวิทยาศาตร์กำลังคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคเหล่านี้กันอยู่
ปัจจุบัน มีหลักฐานงานวิจัยจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าการฝึกโยคะ ชี่กง การฝึกสมาธิ การเจริญสติ ช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้น ป้องกันโรคติดเชื้อ โรคมะเร็งได้ เช่น งานวิจัยของลินดา จานูเส็ก (Linda W. Janusek) และคณะ ซึ่งศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรก ที่มะเร็งยังไม่ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง หลังผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก แล้วพักฟื้น ในระยะนี้ยังไม่มีการให้เคมีบำบัดหรือฉายรังสี แต่ให้คนไข้ฝึกการเจริญสติ 8 สัปดาห์ โดยใช้หลักสูตรการเจริญสติ 8 สัปดาห์ของ ศาสตราจารย์จอน คาแบค ซิน (MBSR Program)
หลังจากนั้นเจาะเลือดดูก่อนและหลังฝึก เพื่อดูการทำงานของเซลล์ภูมิต้านทาน (Natural killer cell activity) และสารเคมีอีกหลายตัวที่แสดงถึงการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย และมีผลต่อภูมิต้านทาน (IFN-gramma,IL-6.IL-10,IL-4 และ Plasma cortisol) พบว่า หลังการเจริญสติ 8 สัปดาห์ ภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น การทำงานของระบบภูมิต้านทานก็ดีขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนฝึกการเจริญสติ (www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/pmc2586059.
สำหรับประเด็นเรื่องความเครียดกับภูมิต้านทานโรค เป็นหัวข้อวิจัยที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์สุขภาพทั่วโลก ทำให้เกิดวิชาการสาขาใหม่ๆขึ้นอย่างมากมาย และทำให้รู้ว่า การใช้ยาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถรักษาโรคเรื้อรังให้ได้ผลดีได้ จึงได้เปลี่ยนแนวความคิดในการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆไปเป็นแบบผสมผสาน
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557 โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

‎วันนี้ได้สร้างคลื่นสมองความถี่ต่ำหรือยัง‬......

#‎วันนี้ได้สร้างคลื่นสมองความถี่ต่ำหรือยัง‬......
คุณค่าคลื่นสมองความถี่ต่ำ ทำให้ชีวิตสงบสุขทำให้เป็นคนจิตใจสงบ เยือกเย็น สุขุม มีอารมณ์ดี เบิกบาน ความคิดสร้างสรรค์สูง สมาธิสูง มีความจำดี
และมีพลังความคิดด้านบวกสูง มองโลกในแง่ดี
มักพบในนักบวช พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ที่กำลังมีความสุข ผู้ที่กำลังสวดมนต์
วิธีปรับคลื่นสมองให้มีความถี่ต่ำ Low Frequency BrainWave
1 สภาวะแวดล้อม ค่อนข้างเงียบสงบ
2 ห่างจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ สายไฟฟ้า หม้อแปลง คอมพิวเตอร์
3 การฟังหรือเล่นดนตรี เพลงคลาสสิค โมสาร์ต Mozart
4 การฝึกสมาธิ โยคะ
5 การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น ภูเขา ทะเล อุทยาน สวนต้นไม้บริเวณบ้าน

.

Waiting....