วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

เอาน้ำแข็งในถังราดหัวที่คนทั่วโลกและลามมาถึงคนดังในประเทศไทยที่กำลังฮิตคืออะไร

เอาน้ำแข็งในถังราดหัวที่คนทั่วโลกและลามมาถึงคนดังในประเทศไทยที่กำลังฮิตคืออะไร

1.Ice Bucket Challenge โครงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS หรือ ALS Assocition โดยแคมเปญนี้เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวระวังโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม

2. Pete Frates อดีตนักกีฬาเบสบอลระดับมหาวิทยาลัย ที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้เป็นคนจุดประกายแคมเปญนี้ขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้

3. "ไอซ์ บั๊กเก็ต แชลเลนจ์" ได้รับความสนใจและสนับสนุนจากแวดวงไอที กีฬา และนักร้องนักแสดงดังๆ จำนวนมาก อย่าง Bill Gates, Mark Zuckerberg, Tim Cook, Darren Fletcher, Blake Shelton และ Adam Levine ล่าสุดก็ลามมาถึงประเทศไทย ทั้งคนดัง และซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ ก็ร่วมกับแคมเปญนี้เหมือนกัน

4. แคมเปญถูกออกแบบให้สร้างเป็น viral มาตั้งแต่ต้น เพราะต้องแท็กชื่อเพื่อน 3 คน หากใครรับคำท้าก็ต้องแท็กชื่อเพื่อนต่อไปอีก 3 คน เป็นการท้าทายและส่งสารให้คนในโซเชียลฯ ให้เห็นภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่มีผู้ท้า

5. การเอาน้ำเย็นเจี๊ยบราดหัวตัวเอง ทำให้รู้สึกตัวสั่นจนควบคุมไม่ได้ เป็นการสะท้อนกลับไปยังโรค ALS ที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้จนไปถึงระบบการหายใจได้ลำบาก

6. Mark Zuckerberg แน่จริงส่งคำท้าต่อให้ Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์, Sheryl Sandberg ซีอีโอหญิงของเฟซบุ๊ก และ Reed Hastings ซีอีโอแห่งเน็ตฟลิกซ์ …!

7. Bill Gates โชว์เหนือ รับคำท้า Mark Zuckerberg ไม่ธรรมดา ประดิษฐ์ถังราดตัวโดยใช้กลไกทำให้ถังน้ำราดลงบนตัวพอดิบพอดี ไม่ต้องเปลืองแรงให้เหนื่อย

8. paul Bissonnette นักกีฬาฮอกกี้ ทำคลิปอลังการใช้เครื่องบินเทน้ำลงมาราดตัวเขาบนภูเขาสูง ท้าความหนาวเย็น !

9. รายงานจาก The wall street journal พบว่าคนดังให้ความร่วมมือในแคมเปญนี้มากมายและดูท่าจะขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ ส่วนจำนวนยอดบริจาคเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ล้านเหรียญตลอดปีที่แล้ว เป็น 7.6 ล้านเหรียญภายใน 2 อาทิตย์อย่างไม่น่าเชื่อ

10. แคมเปญนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่อาศัย "ใจ" ล้วนๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก: ไทยรัฐออนไลน์

@ 4 วิธีทำให้ใจเย็นแบบพลิกฝ่ามือ




" ที่จริงแล้วความใจร้อนไม่ใช่อะไรเลย นอกจากดอกผลของความโกรธ คนใจร้อนคือคนที่สะสมความโกรธไว้ในตัวเองมากมาย หากเป็นเรื่องที่จี้ใจดำ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ทำให้คุณขาดสติ ระเบิดอารมณ์รุนแรงออกมาได้ และสามารถทำร้ายจิตใจหรือร่างกายของผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่หมั่นสลายความโกรธออกไป ความโกรธก็จะบ่มเพาะอยู่ในตัวเราและเจริญเติบโตขึ้น จนเป็นอันตรายต่อตัวเอง และคนรอบข้าง

ถึงเวลาแล้วค่ะที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใจเย็น ก้อยมีเคล็ดลับง่าย ๆ มาฝาก 4 ข้อ ครับ

1. รู้จุดอ่อนของตัวเอง รู้ว่าเรามักจะโกรธด้วยเรื่องใด อะไรคือเรื่องที่เราไม่อยากได้ยินมากที่สุด เพราะการรู้ตัวล่วงหน้า แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เรามีเวลาหยุดคิด และสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

2. เช็กสัญญาณอันตราย ขณะกำลังสนทนาให้เราถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ฉันกำลังพูดเร็วไปหรือเปล่า หายใจเร็วไปไหม” เพราะการพูดเร็ว หายใจเร็ว คือสัญญาณเริ่มต้นของการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองสมมุติตัวเองว่า หากคุณเป็นคนขับแท็กซี่ที่ตระเวณขับรถมาทั้งวัน แต่ไม่มีผู้โดยสารเลยสักคน และมีค่าใช้จ่ายรออยู่มากมาย หรือเป็นพนักงานแผนกลูกค้าสัมพันธ์ที่ต้องรับโทรศัพท์วันละหลายร้อยสาย ฯลฯ คนที่ทำให้คุณโกรธอาจทำผิดด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาที่คุณนึกไม่ถึง เช่น ทำไปเพราะกำลังป่วย เพราะกำลังเครียดอย่างหนัก เพราะวัยที่ต่างกัน ทำให้มองโลกต่างกัน ถ้าหากคุณรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณก็จะไม่โกรธใครง่าย ๆ

4. ฟังด้วยความกรุณา การฟังเป็นเรื่องที่ต้องการการฝึกฝน หลายคนนั่งเงียบ ๆ ไม่เคยพูดขัดจังหวะใคร แต่กลับไม่เคยเข้าใจอีกฝ่ายเลยสักนิด เพราะการฟังที่แท้จริงต้องเริ่มที่การเปิดใจ พร้อมที่จะรับฟังปัญหาและความทุกข์ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งแรก ต่อจากนั้นคือการเปิดหู เปิดตา ตั้งใจฟังข้อความที่อีกฝ่ายพูดอย่างแท้จริง ทำเช่นนี้ความกรุณาจึงเกิดขึ้น และช่วยให้ความขัดเคืองใจที่มีสลายไปจนสามารถรับฟังความจริง และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้

ง่าย ๆ ใช่มั้ย มาฝึกเป็นคนใจเย็นกันเถอะเพราะนอกจากคุณจะกลายเป็นคนน่ารักของใครต่อใครแล้ว คุณยังจะได้ดูแลรักษาใจตัวเองอย่างแท้จริงอีกด้วย"

ขอบคุณวารสารsecret

MVClip เพลงสัญญารักทุ่งกระเจียว(ฉากกับหมอก) : นาท ซูดาน 21กค57 (nartsudan2014)

064
http://youtu.be/LSzzX98txuw
MVClip เพลงสัญญารักทุ่งกระเจียว(ฉากกับหมอก) : นาท ซูดาน 21กค57 (nartsudan2014)



เจ้าของลิขสิทธิ์ กระท่อมดินชมดาวเดือน / นาท ซูดาน เต็มใจเสนอ มิวสิควิดีโอ ที่ถ่ายทำจาก ทุ่งดอกกระเจียว ปี 2557
ติดต่อการแสดง 085-4917962
FACEBOOK : นาท ซูดาน
Inbox : https://www.facebook.com/messages/nartsudan
เพลงสัญญารักทุ่งกระเจียว(ฉากกับหมอก) Music Video Review  ศิลปิน นาท ซูดาน
เมื่อ 21 กรกฏาคม 2557 ที่ ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

เรื่องราวของทีวีดิจิตอล และเหตุผลที่ช่อง 3 กลัว

Toy Aigner
เรื่องราวของดิจิตอลทีวี
และเหตุผลที่ช่อง3 "กลัว"

1. เกริ่นให้ทราบนิดหน่อย
ถึงต้นทุนคร่าวๆ ทีวีดิจิตอล ที่ "ต้องจ่าย"รายเดือนให้ mux
หรือค่าบริการโครงข่าย
HD.14ล้าน 3แสน
SD. 4.ล้าน 6 แสน
ใครครองHD.จะสาหัสแค่ไหน

2. ค่าสต๊าฟ.
เดือนละรวมๆขั้นต่ำ5-10ล้าน
ขึ้นอยู่กับค่าจ้างผู้บริหาร
(บางเจ้ามากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้)
แล้วแต่การบริหารจัดการ

3. ค่าสตู เครื่องไม้เครื่องมือ CG.ฉาก รวมทั้ง ค่าพนักงาน เจ้าที่เคยเป็นเคเบิ้ลมามาก่อนเช่น
เนชั่น ทีวีพูล อาร์เอส
สปริงนิวส์ วอยส์ TNN24
อาจลงทุนเพิ่มอีกไม่มาก
ลดจากช่องที่ไม่เคยทำเลย80%
เคยเป็นเคเบิ้ลยังไง ปรับลุกนิดหน่อย ก็ออนแอร์ได้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังคงเดิม

4. หนักสุดคือ Contents
บางแห่ง ส่วนใหญ่เป็น
ไทม์แชริ่ง 70% ผลิตเอง 30% โดยเฉพาะข่าวต้องผลิตเอง
(ค่ายผลิต contents เองทั้งหมด ซึ่งมีหลายเจ้า ต้องแบกcost เดือนละหลายสิบล้าน)

5. สังเกตหรือไม่ช่วงสตาร์ทแรกๆ
ทุกค่ายออกตัวกันแรง แต่ได้แค่เงื้อ
ตอนนี้เกือบทุกช่องต้องเบรคตัวเอง
"ยังไม่ปล่อยของ"
รอสถานะการณ์ช่อง3ให้นิ่ง
รอกสทช.แจกกล่องให้พร้อม
ทีวีดิจิตอลทุกช่อง
เขาพร้อมทีจะวัดรอยเท้า
กับช่อง3นาทีต่อนาที รายการต่อนายการ
คาดว่ายังไงช่อง3ก็
ชนกับ กสทช.ไม่ชนะ วิบากกรรมจะตกถึงเขาแน่นอน

6. เรื่องราวต่อนี้ไป
ถ้าช่อง3 จอดำ หรือ
ยอมออกคู่ขนาน
วงการโฆษณา จะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เอเยนซี่ที่เคยหวานอมขมกลืน
ถูกกดหัวขึ้นราคาโฆษณา
แต่พูดอะไรไม่ได้ ไม่มีทางเลือก
ต้องยอมช่อง3ตลอดมา
เขาขึ้นราคาเท่าไหร่ก็ต้องซื้อ
เพราะมีแค่ช่อง 7 กับ ช่อง3
คราวนี้
เอเจนซี่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงแล้ว
เพราะ คุณภาพดิจิตอล
เหนือกว่า อนาล๊อค อยู่แล้ว

7. อีกไม่นาน เวิร์คพ้อยท์ ทรู แกรมมี่ และเจ้าอื่นๆ
ต้องถอนรายการจากช่อง 3
เพื่อไปสร้างบ้านตัวเองให้แข็งแรง
วันนี้ วันที่ดิจิตอลไม่เสถียร เวิร์คพ้อยท์ ก็เก็บกินค่าโฆษณาจากช่อง3ไปก่อน แล้วเอารายการมาออนช่องตัวเอง แถมให้ลูกค้า สร้างบุญคุณ

8.ด้านวาไรตี้
วาไรตี้คือจุดอ่อนช่อง3 ตั้งแต่สถานีมา
เรื่องรายการ วาไรตี้ เกมโชว์
เพราะรายการจะวนอยู่กับ ลูกน้องในสถานีที่ขอมา รายการจึงอ่อนแวกเปียก
ซึ่งพยายามตลอดมาก็แพ้7สี ถ้าไม่มีเวิร์คพ้อยท์ ไม่มีทรู (the vioce) วาไรตี้สลบ

9.ด้านข่าว
ครอบครัวข่าว ที่เคยมั่นใจว่าแข็งกว่าใคร
เพราะมีสรยุทธ กิตติ บัญชา และแข่งกันกับ7สี2เจ้า ก็จะเจอศึกหนักแน่
นั่นเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มี
เนชั่น สปริงนิวส์ ไทยรัฐ เดลินิวส์
อาจด้อยกว่าในเรื่องชื่อผู้ประกาศ
แต่ทีมข่าว ทีมครีเอทีฟ
คนเบื้องหลัง
เหนือกว่าช่อง3แน่นอน โดยเฉพาะเนชั่น กวักมือเรียกช่อง3ทุกวัน
ให้ออกจากกระดอง มาสู้กันอย่างเสรีที่เวทีเดียวกัน

10.ด้านละคร
นอกจากสู้กับ7สี และแพ้เกือบทุกเรื่อง ต้องเจอ แกรมมี่ เอ๊กแซค บนสนามเดียวกัน
ยังมี อาร์เอส โมโน pp.tv. ที่ตอนนี้ซุ่มเตรียมละคร เจ้าละ10เรื่อง พร้อมชนทุกแนวละครที่ช่อง3มี

11. คำพูดสบประมาทจากช่อง3 ที่ว่าทีวีดิจิตอลทั้งหมดทีมีอยู่ ไม่มีคุณภาพ ประมาณว่ารายการห่วยนะแหละ
ด่าโครงข่ายว่าทำไปแค่20%
สร้างความไม่พอใจให้ทุกค่าย แค่เขาไม่ออกมาโต้เท่านั้นเอง
รอลงมาสู้ในเวทีเดียวกัน คิดว่าช่อง3จะสะกดคำว่าชนะเป็นมั่ย

12. นับเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญ
ตั้งแต่ตั้งสถานีมา เคยมีใครด่าช่อง3ขนาดนี้หรือไม่ จากมิตรก็มองเขาเป็นศัตรูหมด เพราะเขาพูดความจริง เขียนตวามจริง แล้วไปโกรธเขา เพราะไม่มีสื่อไหนเข้าข้างเลย
ยกเว้นสื่อมีสี

13.ถ้าละครช่อง3
แพ้ แกรมมี่ อาร์เอส
ถ้าวาไรตีเกมโชว์ แพ้เวิร์คพ้อยท์
ถ้าข่าวแพ้ เนชั่น ไทยรัฐ สปริงนิวส์
อะไรจะเกิดขึ้น จะเอาหน้าไปไว้ไหน
และมีสิทธ์เป็นไปได้สูงซะด้วย
เพราะจุดอ่อนช่อง3 ดิจิตอลเห็นหมดแล้ว
อย่างแกรมมี่ ยอมทิ้งกล่องZ หันมาลุยทีวีเต็มร้อย เป้าหมายเลยก็คือต้องชนะช่อง3

14.ช่อง3กลัวเรื่องที่ว่านี้
ค่อนข้างมาก ทั้งดาราที่เซ็นสัญญาไว้หลายคน คนเบื้องหลังที่กว๊านซื้อมา
มาอยู่ช่อง3แล้วก็ไม่มีงานให้ทำ ก็จะหมดสัญญา
และทำท่าไม่ต่อสัญญาก็หลายคน
คู่แข่งในเวทีดิจิตอลน่ากลัวหลายเจ้า คิดหรือว่าไทยรัฐจะย่อมง่ายๆ

เหล่านี้ก็คือสาเหตุที่ช่อง3 ขยะแขยง กับการจะลง
สนามแข่งกับดิจิตอล
ในรูปแบบคู่ขนาน... พยายามจะยื้อทั้งๆที่รู้ว่า การปฏิรูปสื่อในครั้งนี้ คือการจะขจัดสื่อสัมปทาน2เจ้า
ที่เอาเปรียบทรัพยากรของรัฐ มาอย่างยาวนาน ชาติเสียในสิ่งที่ควรได้อย่างมหาศาล

9 สิ่งมงคลสำหรับชีวิต



๑.ใจมงคล ทุกอย่างในชีวิตของคนเรานั้น " ใจ " นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางทั้งที่ดีและไม่ดีได้ ดังนั้น การเริ่มมงคลใดๆ จึงควรเริ่มที่ " ใจ " ก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือ การทำจิตใจดีให้มีขึ้นทุกๆวัน วิธีง่ายๆคือ ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่คิดเรื่องร้ายๆไปล่วงหน้า เช่น.. ไม่คิดว่าเราจะถูกนายด่าไปก่อนเพราะเมื่อวานทำผิด การคิดล่วงหน้าเช่นนั้นจะทำให้จิตใจเราขุ่นมัว ไม่แจ่มใส ถึงทำผิดจริงก็ต้องคิดว่าแก้ไขได้ ไม่บริโภคความโกรธเป็นอาหารเช้า คือ ไม่คิดจับผิดหรือโมโหโทโสนับแต่ลุกจากเตียง เช่น เช้ามาก็ไม่โมโหลูกที่ตื่นสาย ไม่ยัวะกริยาที่ทำไข่ลวกเป็นไข่ต้ม ไม่ฉุนรถเมล์ที่ไม่จอดรับ ฯลฯ แต่ให้เริ่มต้นทุกเช้าด้วยการ "คิดแต่เรื่องดีๆ " จะทำให้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพลังบวกที่จะดึงดูดให้คนอยากเข้าใกล้ กลายเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นมงคลข้อแรก

๒.วาจามงคล คือ การพูดจาดี ซึ่ง " ดี " ในที่นี้หมายรวมถึง เนื้อหา ถ้อยคำน้ำเสียงที่ใช้เจรจาพาทีกับผู้อื่น ทั้งคนใกล้ชิดที่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ร่วมงานรวมถึงคนไม่รู้จักที่เราต้องโอภาปราศรัยด้วย พูดง่ายๆว่าให้ใช้ " วาจาภาษาดอกไม้ " กับทุกๆ คนทุกๆ ระดับ และควรเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมชวนดมด้วย เช่น ชมเขาว่า " วันนี้ คุณแต่งตัวสวยจังค่ะเหมือนสมัยคุณแม่ฉันยังสาว " เช่นนี้ คงเป็นดอกอุตพิด ที่กลิ่นเหมือนอุจจาระทำให้คนฟังคิดแช่งชักหักกระดูก ด่าว่าเราในใจ อย่าพูดเสียเลยดีกว่า ดังนั้น วาจามงคล จึงควรเป็นคำพูดที่สุภาพไพเราะ และถ้อยคำเป็นประโยชน์ ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล หรือส่อเสียด แดกดัน คนพูดดี ไปไหนก็มีแต่คนต้อนรับ เป็นมงคลข้อสองที่เราควรปฏิบัติ

๓.กายมงคล คือ การแต่งกายให้เหมาะสม ถูกกาละเทศะ จะทำให้เราเกิดความ เชื่อมั่นในตนเองและไม่ถูกตำหนิติเตียน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นมงคลข้อที่สาม เพราะการไม่ถูกใครว่าย่อมเป็นสิ่งดีที่เป็นมงคลแก่เราตลอดวัน และหากจะใส่เสื้อผ้าตามหลักโหราศาสตร์เพื่อเสริมความมั่นใจหรือสร้างกำลังใจให้ตัวเองเพิ่มขึ้น ก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องดูให้เหมาะด้วย เช่น ไม่ใส่สีม่วงไปในงานแต่งงานที่เจ้าภาพเขาถือว่าเป็นสีแม่ม่าย แม้ว่าจะเป็นสีที่เขาบอกว่า เป็นสีแห่งโชคลาภของเราวันนั้นก็ตาม

๔.ครอบครัวมงคล คือ การสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเรา เพราะครอบครัวเป็นพื้นฐานแรกที่จะช่วยสร้าง " สมาชิกมงคล " ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติ นั่นก็คือ ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตัวให้ถูกต้อง เหมาะสม ไม่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ลูกๆไม่เมามัวเรื่องเพศ มีผัวน้อย เมียน้อยให้ลูกทุกข์ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็สอนลูกในทางที่ถูกที่ควร ฯลฯ อันจะนำมาซึ่งความสุขในบ้าน และเป็นมงคลที่จะเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับชีวิตภายนอก

๕.บ้านมงคล หมายถึง การจัดบ้านเรือนของเราให้สะอาดสะอ้าน ไม่รกเป็นรังหนู ถ้าหากในรอบปีที่ผ่านมา เราอาจวางสิ่งของ เสื้อผ้า ฯลฯ สุมจนเป็นกองขยะ ตามจุดต่างๆในห้องนอน ห้องทำงาน ห้องครัว หรือห้องรับแขก ก่อนปีใหม่หรือวันใดวันหนึ่งควรหาทางสะสาง และจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย เพราะบ้านเรือนที่โล่งสะอาด เรียบร้อย ก็เป็นการจัดฮวงจุ้ยที่ช่วยเสริมให้ผู้อยู่อาศัยให้เกิดความปลอดโปร่ง สบายใจ ไม่อึดอัด หงุดหงิด เพราะหาของไม่เจอ หรือเดินไปไหนในบ้านก็เตะโน่น ชนนี่ เหมือนมีอุปสรรคขัดขวางตลอดเวลา บ้านที่สะอาดมีระเบียบเรียบร้อย จึงเป็นมงคลข้อที่ห้า

๖.เพื่อนมงคล คือ การคบหาเพื่อนที่ดีไว้เป็นสหาย เพราะเพื่อนที่ดีย่อมมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ส่วน เพื่อนที่ไม่ดีมีแต่พาเราไปสู่หนทางแห่งความหายนะ เช่น เพื่อนปอกลอก คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คบเราเพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เพื่อนหัวประจบ ก็จะเออออไปกับเราทุกอย่างไม่ว่าจะทำดีทำชั่ว แต่ลับหลังกลับนินทา และที่ร้ายที่สุดคือ เพื่อนชวนฉิบหาย คือ ชวนให้เราดื่มเหล้า เมายาอี มั่วเซ็กส์และเล่นการพนัน เหล่านี้คบแล้วก็พาเราไปสู่ทางเสื่อมเสียทั้งสิ้น ส่วน เพื่อนแท้ คือมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข แนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อเราทุกข์ก็ทุกข์ด้วย และหาทางช่วยเหลือ เมื่อสุขก็พลอยยินดี ไม่ริษยาเรา เป็นต้น การมีมิตรดีจึงเป็นมงคลอีกข้อ

๗.ที่ทำงานมงคล ก็ใช้หลักเช่นเดียวกับบ้านมงคล นั่นคือ ต้องให้สถานที่ทำงานของเราสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าทำทั้งหมดไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด โต๊ะทำงานของเราก็ให้สะอาด สวยงาม ไม่รกหรือมีของกองสุมจนหาที่ว่างไม่ได้ และแม้แต่เราเองก็ไม่อยากนั่ง ไม่ว่าโต๊ะทำงานหรือที่ทำงานของเราก็เป็นดังกระจกสะท้อนถึงลักษณะของผู้ที่ทำงานอยู่ในสถานที่นั้นๆ ดังนั้น ที่ทำงานหรือโต๊ะทำงานจึงเป็นอีกมงคลหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิด "First Impression" ต่อหน่วยงานหรือตัวเราเองได้

๘.อาหารมงคล คือ อาหารที่กินแล้วมีประโยชน์ต่อตัวเรา และไม่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ทองหยิบทองหยอด แม้จะชื่อดี แต่อาจจะทำให้เราเป็นเบาหวาน หรือเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้น เราจึงควรงดหรือกินแต่น้อยพอประมาณ แล้วไปกินผลไม้ชื่อมงคลอื่นแทน เช่น ส้มเช้ง ทับทิม กล้วยหอม เป็นต้น

๙.กรรมมงคล กรรม ก็คือ การกระทำ หมายถึงให้เราพยายามทำสิ่งที่ดีๆให้ได้ทุกวัน หรือวันละเล็กละน้อย ถือว่าเป็นการสะสมบุญกุศลที่เป็นอีกมงคล ซึ่งจะส่งผลให้เรามีความสุขกาย สบายใจ เช่น ไหว้พระระลึกถึงพระรัตนตรัยก่อนออกจากบ้านทุกวัน งดกินเนื้อสัตว์ทุกวันเกิดในสัปดาห์

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=744744

วิธีรักษาโรคปากเท้าเปื่อยในแพะ

สัตว์)รักษาโรคปากเท้าเปื่อยในแพะ นำกำมะถัน2ช้อนโต๊ะ+ลูกเหม็น2ลูก+ยาฆ่าเห็บเหา2ซอง เติมน้ำมันพืชลงไปให้พอเหนียวๆ นำไปทารอบปากแพะจนกว่าจะหาย

ที่มา sms farmerinfo

คำถามจากเพื่อนคนหนึ่ง

คำถามจากเพื่อนคนหนึ่ง..

"ทำไมเพื่อนเรียนมัธยมของเรา อายุสั้นจัง เพื่อนเรียนประถม ยังอยู่เกือบครบ"
แล้วเพื่อนก็นึกชื่อเพื่อนที่เสียชีวิต เท่าที่นึกออก ก็ 15 คนสำหรับเพื่อนเรียนมัธยม .. เพื่อนเรียนประถม..ที่ไม่ได้ตามมาเรียนมัธยมด้วย เสียไป 2 คน

"เห็นรูปในเฟซ รูปเพื่อนๆเจอกัน สังสรร เลี้ยงรุ่นกันอบอุ่นจัง"
"ไม่ไปเจอเพื่อนๆบ้างล่ะ"
"ไม่ไหวเพื่อน ไม่มีเงินกินเหล้า ตั้งใจจะไม่ติดเหล้า เพื่อลูกเมีย อยากอยู่จนลูกโต"

นั่นสินะ เพื่อนหลายคนติดเหล้า ไม่ค่อยดูแลสุขภาพร่างกาย ไม่คิดอย่างเพื่อนที่ถามมา....

ทำดีให้เค้าเห็น คุณจะดีได้ไม่นาน

1. "ทำดีให้เค้าเห็น คุณจะดีได้ไม่นาน ทำดีเพราะเห็นว่าดี คุณจะอยู่กับดีไปแสนนาน"
2. ของวัญชิ้นมหัศจรรย์ที่สุดที่พึงมอบแก่กัน ไม่ใช่มรดกร้อยล้านเอาไว้ซื้อกิเลส แต่เป็นสติไว้ทิ้งกิเลส ทิ้งกองทุกข์ทั้งปวง (ดังตฤณ)
3. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
4. คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจความโศกเศร้า มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น
5. อยู่กับคน  ถ้าปล่อยวางนิสัยแย่ๆ ของคนไม่ลง ก็ต้องทนทุกข์ไปจนตาย
6. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเราก็คือ การหลอกลวง (หลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ)
7. การประมาทผู้อื่นนั้น ย่อมนำโทษมาสู่ตนมากกว่าประโยชน์

ข้อคิดธรรมะ จาก tamdee.net

สังคมบริโภคนิยมดำเนินไปบนฐานความเชื่อว่าชีวิตนี้คือการเสพสุข

สังคมบริโภคนิยมดำเนินไปบนฐานความเชื่อว่าชีวิตนี้คือการเสพสุขมี ๔ ประการที่บริโภคนิยมเชิดชูคือ เซ็กซ์ ความสนุกสนาน ความเป็นหนุ่มสาว และความสำเร็จ (sex, joy, youth, success) ลองสังเกตโฆษณาในทีวีจะเห็นว่าเขาเน้น ๔ ประการนี้อยู่เสมอ ทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจว่าทั้ง ๔ อย่างนี้คือจุดหมายของชีวิตนี้ คนในสังคมบริโภคนิยม จึงตั้งหน้าตั้งตาแสวงหา ๔ อย่างนี้ จนลืมไปหมดเลยว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ถ้าเราคิดขึ้นมาได้ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตายนะ เราจะคลั่งไคล้กับการเสพน้อยลง เราจะตระหนักว่าทั้ง ๔ ประการนี้เป็นของชั่วคราว ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เราจะหันมาอยู่อย่างเรียบง่ายมากขึ้น หันมาสร้างบุญกุศลทำความดี ช่วยเหลือคนอื่น และเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อพร้อมรับความตายที่จะมาถึง

พระไพศาล วิสาโล

.

Waiting....