วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปรัชญาจีน : เถียงชนะใคร?

□เถียงชนะลูกค้า ชนะแล้วลูกค้าก็น้อยลง
□เถียงชนะเพื่อนร่วมงาน ชนะแล้วความสามัคคีก็หดหาย
□เถียงชนะเจ้านาย ชนะแล้วก็ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
□เถียงชนะญาติ ชนะแล้วความเป็นญาติพี่น้องก็จางหาย
□เถียงชนะเพื่อน ชนะแล้วเพื่อนก็ลดน้อยลง
□เถียงชนะคนรัก ชนะแล้วความรักก็จืดจาง
□เถียงชนะใคร ชนะคือแพ้ สู้ชนะตัวเองไม่ได้
ให้ตัวเองเข้มแข็ง เติบโต มั่นคง ถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

□ปรัชญาจีน□

5ข้อคิด วันมาฆบูชา

1.ทุกข์สุขเหมือนงูตัวเดียวกัน จับหัวงูมันกัดเอาก็เป็นทุกข์ จับหางงูมันไม่กัดทันทีก็หลงว่าสุข ถ้ามีสติก็ไม่ต้องจับ ปล่อยให้งูเลื้อยผ่านไป

2.ฤกษ์ดียามดี สู้ทำดีไม่ได้ ฤกษ์ร้ายยามร้าย ยังไม่ฉิบหายเท่าทำชั่ว - Achara Klinsuwan
3.ชีวิตคู่ที่ยิ่งใหญ่ มิใช่เกิดขึ้นเมื่อคนสมบูรณ์แบบ 2 คนมารักกัน แค่เกิดขึ้นเมื่อคนธรรมดา 2 คน เรียนรู้ที่จะมีความสุขบนความแตกต่าง

4.เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ ดำเนินชีวิตราวกับจะไม่ตาย และตายไปราวกับไม่เคยมีชีวิตอยู่

5.ชีวิตเหมือนข้อสอบ บางครั้งต้องเลือกข้อที่ถูก หลายครั้งให้หาข้อที่ผิด บางช่วงชีวิตเปิดโอกาสให้จับคู่ และบ่อยครั้งก็ต้องเติมลงในช่องว่าง.

นิทาน 3 เรื่อง บอกนิสัยคน

นิทาน 3 เรื่อง บอกนิสัยคน

1. สมหวัง ไม่ชอบกินไข่ ทุกครั้งที่ได้ไข่มา
ก็ให้ สมนึก กิน

แรกๆ สมนึก ก็รู้สึก ขอบคุณสมหวัง แต่นานๆเข้า
สมนึก ก็เคยชิน เมื่อเกิดความเคยชิน ก็เหมือนกับเป็นหน้าที่ที่ สมหวัง ต้องทำ

จนมาวันหนึ่ง สมหวัง เอาไข่ให้ สมชาย
สมนึก ก็อารมณ์เสีย โดยลืมไปว่า ไข่นี้เป็นของสมหวัง สมหวังจะให้ใครก็ได้ สมนึกจึงทะเลาะกับสมหวัง เพราะเรื่องนี้ แล้วก็เลิกคบกัน

2. ฤดูร้อน ร้อนมาก
เพื่อนๆหลายคน ไปเดินเล่นกัน ไปถึงแม่น้ำ ก็เอาขาไปแช่น้ำกัน ปรากฏว่า รองเท้าของสมศรี ลอยตามน้ำไป

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน พื้นถนนร้อนมากและ ต้องเดินไกล สมศรีจึงขอให้เพื่อนๆช่วย แต่ทุกคน มีรองเท้าแค่คู่เดียว สมศรี ไม่สบอารมณ์
เพราะเธอชอบ ขอให้คนอื่นช่วยเสมอ
และแค่ทำเป็นงอน ก็จะมีคน ยื่นมือเข้าช่วย
แต่ครั้งนี้ไม่ เธอจึงคิดว่า เพื่อนๆทุกคนใช้ไม่ได้ ไม่ยอมช่วยเหลือ แล้วก็มี สมปอง เอารองเท้าตัวเอง ให้สมศรีใส่ ยอมทนเท้าร้อน เดินต่อ
สมศรี ขอบคุณ สมปอง สมปองบอกสมศรีว่า

“เธอต้องจำไว้ว่า ไม่มีใคร มีหน้าที่ต้องช่วยเธอ
ที่ช่วยเธอ เพราะเป็นเพื่อนกัน ไม่ช่วยก็ไม่ผิด”

สมศรี จำคำพูดของสมปอง
ต่อแต่นี้ไป สมศรีก็ให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ เป็น และด้วยความเต็มใจ

หลายครั้ง เรามักจะหวังให้ คนอื่นดีต่อเรา ตอนแรก เราก็ซาบซึ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เคยชิน
เคยชินกับที่คนอื่นดีต่อเรา เหมือนเป็นหน้าที่ ที่เขาต้องดีต่อเรา เมื่อวันหนึ่ง ไม่ดีต่อเรา เราก็โมโห
ความจริง ไม่ใช่ว่า คนอื่นไม่ดีต่อเราแล้ว แต่เป็นเพราะ เราเรียกร้องมากขึ้น เคยชินกับการรับ ก็เลยลืมบุญคุณ เลิกซาบซึ้ง ลืมขอบคุณ

3. แพะตัวหนึ่ง เจอหมาป่า หมาป่าจะกินแพะ แพะจึงสู้
ใช้เขาสู้กับหมาป่า และก็ตะโกนขอให้เพื่อนๆช่วย

วัว มองมา เห็นเป็นหมาป่า ก็วิ่งหนีไป

ม้า มองมา เห็นเป็นหมาป่า ก็วิ่งหนีไปอีกตัว

ลา เห็นเป็นหมาป่า ก็เดินหนีไปอย่างเงียบ ๆ

หมู ผ่านมา เห็นเป็นหมาป่า ก็หายตัวไป

กระต่าย ได้ยิน วิ่งหนีแซงเพื่อน ๆ ไปทุกตัว

หมา ได้ยิน รีบวิ่งเข้ามา จะสู้กับหมาป่า

หมาป่าเห็นมีหมามาช่วย จึงวิ่งหนีไป แพะรอดตาย

กลับมาถึงบ้าน เพื่อนๆมาทุก “ตัว”

วัวบอก “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้เขาของข้า แทงทะลุท้องมัน”

ม้า “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้เกือกของข้า กระทืบมัน”

ลา “ทำไมไม่บอก ข้าจะร้องเสียงดัง ๆ
ให้หมาป่าตกใจตาย”

หมู “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้ปากของข้า พุ่งชนให้มันตกเขาไป”

กระต่าย “ทำไมไม่บอก ข้าวิ่งเร็ว ข้าจะไปส่งข่าวของความช่วยเหลือ”

ในการพูดคุยกันอย่างเมามันนี้ ขาดอยู่”ตัว”เดียว คือ หมา

มิตรภาพที่แท้จริง ไม่ใช่ดูที่ คำพูด ที่แสนหวาน
แต่เป็น มือ ที่ยื่นให้ตอนคับขัน

พวกที่อยู่ล้อมหน้าล้อมหลังคุณ ทำให้คุณรู้สึกดี อาจจะไม่ใช่เพื่อนแท้ของคุณ

แต่กับเขา ที่ดูเหมือนห่างไกล แต่ใส่ใจคุณตลอดเวลา
ตอนคุณมีความสุข ไม่ไปสมทบ แต่ตอนคุณต้องการช่วยเหลือ จะทำเพื่อคุณอย่างเงียบๆ และเป็นห่วงใส่ใจคุณ
นั่นเป็นเพื่อนแท้ของคุณ..

....ขอบคุณเพื่อนที่น่ารัก...ส่งมาให้อ่าน...เลยขอส่งต่อให้เพื่อนที่น่ารักทุกคนครับ

14 ประเด็น เรียนรู้ชีวิต

อ่านแล้วรู้สึกดีๆ..ค่ะ

หลายปีนี้...!

1. หลายปีนี้ เริ่มรู้สึกมีความเข้าใจว่า เมื่ออายุมากขึ้น ญาติสนิทมิตรสหายเริ่มทยอยจากเราไป รู้สึกถึงชีวิตล้วนอนิจจัง

2. หลายปีนี้เริ่มรู้สึกปล่อยวาง เริ่มเรียนรู้ถึงสิ่งที่ไม่ว่าจะเสียดายหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไปโดยวิถีแห่งธรรมชาติ

3. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า ความสนิทชิดเชื้อระหว่างมนุษย์นอกเหนือจากความเกี่ยวพันทางสายเลือดแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือสัมพันธภาพทางจิตใจที่จริงใจต่อกัน

4. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากได้ในอดีต แม้วันนี้จะได้มา ก็หาใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับเราอีกต่อไป

5. หลายปีนี้ เริ่มตื่นรู้ นอกจากเราต้องทำดีกับผู้อื่นแล้ว เราจะต้องทำสิ่งที่ดีงามให้กับคนที่ดีกับเราให้มากเท่าทวีคูณ

6. หลายปีนี้ เริ่มเรียนรู้ว่า เวลาหาได้บ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน ตรงกันข้าม เวลากลับพิสูจน์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของผู้คน

7. หลายปีนี้ เริ่มรู้ซึ้ง นอกจากพ่อแม่แล้ว ไม่มีใครในโลกที่จะคอยอนุเคราะห์ โอบอุ้มและให้อภัยเราเหมือนเช่นที่ท่านให้กับเรา

8. หลายปีนี้ เริ่มรู้และ
เข้าใจว่าความประมาทอาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและความทุกข์ทรมานต่อร่างกายอย่างไม่คาดฝัน

9. หลายปีนี้ เราเปลี่ยนไป สามารถอดทนแบกรับความทุกข์ในหลากหลายรูปแบบ มีความแกร่งในชีวิต เหมือนต้นกระบองเพชร ที่สามารถจะอยู่รอดได้ในทุกสถานะ

10.หลายปีนี้ เริ่มสำนึก ไม่ดึงดันยึดมั่นถือมั่นอย่างที่เคย หลายสิ่งที่เคยยึดมั่นเริ่มคลายความถือมั่นอย่างที่เคยเป็น

11. หลายปีนี้ หลายสิ่งที่ขัดหูขัดตา ก็สามารถที่จะทำใจให้เป็นเหมือน “ฟังแต่ไม่ได้ยิน มองแต่ไม่ได้เห็น“

12. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า ไม่ใช่คนทุกคนจะยินยอมเดินตามวิถีทางที่เราอยากให้เป็น

13. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เป็นของเรา ย่อมต้องเป็นของเรา สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา จงอย่าได้ฝืนเอา

14. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า อย่าได้อิจฉาชีวิตของผู้อื่น เพราะเราเองก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการให้เป็นได้

เวลาดุจสายน้ำ ไหลไปไม่หวนกลับ เรียนรู้กับชีวิต รู้ซึ้งถึงชีวิต หวงแหนทุกวันเวลาที่ผ่านไป ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เรียนรู้ชีวิตอย่างสงบต่อไป
อ่านแล้ว..เหมือนกับชีวืตจริง.. จึงอยากแบ่งปัน...เผื่อจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน...จริงๆ..,.

การเพ่งดวงแก้ว แบบธรรมกาย ไม่ใช่ทางไปนิพพาน

ฟังเสถียรพงศ์ วรรณปก ผู้สอบมหาเปรียญธรรม9ประโยคได้ก่อนอายุ20ปี (สอบได้ตอนเป็นสามเณร)เป็นคนแรก ที่สามารถทำได้เช่นนี้ ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านบาลี พระไตรปิฏก ได้เล่าให้ฟังเรื่อง หลวงพ่อสด วัดปากนํ้าท่านได้ปฎิบัติวิชาธรรมกาย จนมาถึงการติดขัด ขัดข้อง ไปต่อก็มิได้ ถอยหลังก็มิได้ จนได้รับการแนะนำแก้ไขจากพระอาจารย์องศ์หนึ่ง (ท่านไม่ขอเอ่ยชื่อ) จึงทำให้หลวงพ่อสด สามารถทะลุกำแพงของการขัดข้องนั้นเสียได้ หลวงพ่อสดท่านได้ ละทิ้งวิชาธรรมกายตั้งแต่วันนั้นมา เพราะถือว่าเป็นของชำรุดเสียแล้ว การเพ่งดวงแก้วเป็นเพียงการเพ่งกสิญเท่านั้น ไม่ใช่ทางไปนิพพาน ใครๆหลายคนก็สามารถทำได้ เช่นเตโชกสิญ(เพ่งไฟ) ปฐวีกสิญ(เพ่งดิน) เพ่งนํ้า ซึ่งรวมอยู่ในกสิญ10 ฉะนั้นสิ่งที่นายไพบูลย์ นำของชำรุด ที่หลวงพ่อสดท่านละทิ้งเสียแล้ว นำมาเป็นวิชาหากิน สร้างความเชื่อ นักปฎิบัติที่แท้จริงควรพิจารณา อธิบายง่ายๆ การเพ่งดูสิ่งใดนานๆ แม้ว่าจะละสายตาไปจากสิ่งนั้น แต่ภาพก็จะยังติดตาอยู่ตลอด บางคนคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมแล้ว เหมือนดั่งวิชาธรรมกายสอนให้คนหลงติดในการเพ่งลูกแก้ว เพ่งพระพุทธรูป นี้คือวิชากสิญครับ ไม่ใช่หนทางออกจากความทุกข์ (อ่านเรื่อง ธรรมกายต้นธาตุ ต้นธรรม ของเสถียรพงษ์ วรรณปก)

วันมาฆบูชา วันพระใหญ่

วันนี้ วันมาฆบูชา วันพระใหญ่ วันสำคัญทางพุทธศาสนา ที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญสุดเพื่อรำลึกถึงพระพุทธคุณ และคำสอนหรือโอวาทขององค์พระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ทรงแสดงธรรมไว้ให้แก่สาธุชนรุ่นหลังในวันนี้ เมื่อ 2559 ปีก่อนพุทธกาล อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่มีชื่อเรียกว่า "โอวาทปาติโมกข์" อันแบ่งเป็น 3 หมวด คือ หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 อันจะนำไปสู่ จุดมุ่งหมาย นั่นคือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาพที่ดับแล้ว กองไว้แล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง .... โดย การพระนิพพานนี้ จะบังเกิดได้ ก็ที่ตนเอง และด้วยตนเอง เท่านั้น จะหวังพึ่งพาจากผู้อื่น จากบุคคลอื่นไม่ได้...
ดังนั้น เมื่อวันมาฆบูชามาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ก็เท่ากับถือเป็นโอกาสอันดีที่ ชาวพุทธศาสนิกทุกคน จะพึงระลึกถึง "คำสอน แก่นแท้ แห่งพระพุทธศาสนา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันจะนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริงแก่ทุกท่านตลอดไป...

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.indochinaexplorer.com/forum/index.php?topic=1761.msg2782#msg2782

ขอขอบคุณภาพ และข้อมูลประกอบบนอินเตอร์เน็ต

‪#‎วันมาฆบูชา‬ ‪#‎โอวาทปาติโมกข์‬
(from ONE Browser)

โคลงสี่.(เพื่อ) สุขภาพ

โคลงสี่ (เพื่อ) สุขภาพ

บารมีเมียมากล้น รำพัน
เมียพิทักษ์ยุติธรรม ถ่องแท้
เมียบ่ผิดอย่าหาญ เถียงเมีย จำไว้
เมียผิดให้ยอมแพ้ อย่าสู้ ยอมทน

หัวโขน - หัวคน : เรื่องน่าอ่าน

หัวโขน-หัวคน:-

(relief)(daffodil) ....วัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนเขา

มีลาตัวหนึ่งทุกๆวันอยู่แต่ในโรงโม่เพื่อลากเครื่องโม่

เป็นอยู่เช่นนี้วันแล้วปีเล่า

ลาเริ่มที่จะเบื่อหน่ายกับชีวิต ที่ไร้ความตื่นเต้น ความเร้าใจ

มัน..ครุ่นคิดอยู่ทุกวี่วันว่า

หากได้ออกไปดูโลกภายนอกไม่ต้องลากโม่ เป็นเช่นนั้นได้คงจะยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

ไม่นาน..โอกาสก็มาถึงจนได้ พระภิกษุรูปหนึ่ง จูงมันลงเขาเพื่อบรรทุกของ

มันดีใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลงมาถึงแล้ว พระภิกษุนำสิ่งของวางลงบนหลังของมัน

จากนั้นเดินทางกลับวัด

ไม่คาดคิด ผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนน

เมื่อเห็นลาแล้ว ล้วนคุกเข่าลงกราบไหว้

แรกเริ่ม ลาสับสนงงงวยมาก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจึงคุกเข่ากราบไหว้ตัวมัน

มันรีบหลบฉากถอยหนี

ทว่า..เดินต่อไปเรื่อยๆ ผู้คนที่พบเจอมัน ก็ยังคุกเข่ากราบไหว้มันอยู่เช่นเดิม

ลา...เริ่มรู้สึกตัวเบาจะลอยแล้ว คิดในใจว่าที่แท้ผู้คนล้วนบูชาข้า

ยามที่มันเดินต่อไปเรื่อยๆ พบเจอผู้คนเดินสวนมา

มันก็จะยืนอยู่กลางถนน ด้วยท่าทีที่หยิ่งผยอง รอรับการ
กราบไหว้จากผู้คนอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อกลับมาถึงวัด ลา..คิดว่าตนเองมีฐานะที่สูงส่ง เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมลากโม่อีกต่อไป

พระภิกษุล้วนไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ปล่อยมันลงจากเขาไป

ลา..พึ่งจะลงจากเขา ก็เห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งแต่ไกล กำลังตีกลองเดินมาทางที่มันอยู่

ลาคิดในใจว่า คนพวกนี้ ต้องมาต้อนรับมันอย่างแน่นอน

เลยเดินก้าวย่างไปบนกลางถนนอย่างสง่าผ่าเผย

ขบวนผู้คนกลุ่มนี้ เป็นขบวนแห่
ขันหมาก กลับถูกลาตัวหนึ่งขวางทาง

ผู้คนต่างโมโหโกรธอย่างยิ่งคว้าเอาไม้กระบองไล่ทุบตี

ลา..หวาดกลัวหนีกลับวัดด้วยความทุลักทุเล เมื่อถึงวัด เหลือเพียงลมหายใจที่รวยริน

ก่อนตาย.มันพูดกับพระภิกษุด้วยความโกรธอย่างยิ่งว่า

แท้จริงแล้ว..จิตใจของมนุษย์ช่างน่ากลัวนัก ตอนลงเขาครั้งแรก ผู้คนล้วนคุกเข่า
กราบไหว้ข้า

ทว่า วันนี้กลับลงมือทุบตีข้า ด้วยความโหดเหี้ยม

พระภิกษุ..ถอนหายใจแล้วพูดว่า เจ้าเป็นลาที่โง่เขลาอย่างแท้จริง

วันนั้นผู้คนกราบไหว้นั้น เป็นพระพุทธรูปที่อยู่บนหลังของเจ้านั่นเอง
___

สิ่งที่น่าสงสารที่สุดของคนเรา ก็คือไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

ตลอดชีวิต บางครั้ง ขึ้นที่สูงแล้วหลงลืมตัวตน เพราะหลงเปลือกที่ห่อหุ้ม

อาชีพ หรือ หน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติในสังคม

บางครั้งก็เปรียบเหมือนนักแสดง

เมื่อก้าวพ้นลงจากเวทีชีวิตที่คุณเคยแสดงบทบาทอะไรก่อนหน้านี้ เรา..ก็ไม่ใช่แล้ว

ทุกๆวัน พวกเราต่างก็มีกระจก ทว่า ยามที่พวกเราส่องกระจกเรากลับมองไม่เห็นความเป็นจริงที่อยู่ข้างใน ว่าเราคือใคร

เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า เรารู้จักตัวเองหรือไม่?

เราเป็นใคร เคยมาจากใหน
เราลืมตัวตนที่มาของเราหรือไม่

จิตวิญญาณ ข้างในสิ่งที่เราเป็น ตอนเริ่ม ต้น

มันถูกแปรเปลี่ยนไปด้วย ลาภ ยศ คำสรรเสริญ เยินยอ หรือไม่

สิ่งเรานั้นมันทำให้เรา หลงลืม ที่มา หรือไม่ ความ กตัญญู เคารพ อ่อนน้อม ถ่อมตน

ล้วนเป็นคุณสมบัติของผู้ที่เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนข้างใน ของเรา เราคือ ใคร

อย่าให้ พระพุทธรูป บนหลังลาตัวนั้น ที่คนกราบใหว้

ทำให้เราเข้าใจหลงผิดเป็นเหมือนลาโง่ ตัวนั้น

เพราะไม่ว่าเราจะสูงส่งยิ่งใหย่สักเพียงใหน ถึงวันหนึ่ง ทุกคนล้วนต้องกลับลงมาอยู่เท่าเทียมกันในธุลีดิน

ยิ่งสูง ต้องยิ่ง อ่อนน้อม

ต้องยิ่งเข้าใจชีวิต

ยิ่งใด้รับ ต้องยิ่ง ให้กลับ

เข้มแข็งอ่อนโยนแต่อย่าอ่อนแอ รู้จักแพ้เป็น ชนะเป็น
เรียนรู้ ข้ามผ่าน

เวลาขึ้นให้รู้ขึ้นอย่าหลงลืมตน

เวลาลงให้รู้ลง มีสติหยั่งรู้

ว่าเราคือใคร แค่เข้าใจชีวิต

กัลยาณมิตรทุกท่าน
หน้าที่โลกภายนอก เราต่างมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องดำเนินไป

แต่โลกภายในใจอย่าลืม ว่า "เราคือใคร"

เพื่อจะใด้ไม่ต้องนั่งเสียใจ
ที่กว่าจะรู้ก็เป็นวันสุดท้ายของชีวิต. เหมือนลาโง่ตัวนั้น

(relief)(daffodil)

ข้อความจากช่อง 7สี ในวันมาฆบูชา

สวัสดีวันพุธที่ 4 มี.ค. 58 ค่ะ วันนี้เป็น "วันมาฆบูชา" เลขขอมาทักทายแฟน ๆ 7 สี ด้วยคติธรรมโอวาทปาติโมกข์ ที่ว่า "ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง" วันดี ๆ แบบนี้ อย่าลืมเข้าวัดทำบุญ เพื่อเสริมสร้างสิริมงคลให้ชีวิตกันนะคะ :)

เข้าวัดกันเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่มีแพลนไปพักผ่อนกันที่ไหน เปิดช่อง 7 สี รับชมสิ่งรื่นเริงบันเทิงใจ ที่เราจัดให้กันได้เลย เช็คตารางออกอากาศของช่อง 7 สี ได้ที่นี่
http://www.ch7.com/schedule.html

.

Waiting....