วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นิทานเรื่อง 'ตะเกียงวิเศษ'

นิทานเรื่อง 'ตะเกียงวิเศษ'
คัดมาจากหนังสือวิทยาศาสตร์ของการฝึกจิตของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งขุดพบตะเกียงเก่าแก่อันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังทำสวนอยู่ พอเขาเอามือถูตะเกียง  ก็ปรากฏว่ามีควันออกมาจากตะเกียง แล้วกลายเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ยักษ์ตนนั้นพูดกับชายหนุ่มว่า

'ขอบใจที่ได้ช่วยให้ฉันเป็นอิสระ ฉันจะตอบแทนท่านโดยรับใช้ท่าน ท่านจะใช้อะไรฉันก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อไรที่ท่านหยุดใช้ฉัน ฉันก็จะกินท่าน'

ชายหนุ่มก็ตกลงเพราะเขาเห็นว่า การมีคนรับใช้เป็นเรื่องที่ดี และเขาก็มั่นใจว่า เขาจะใช้ยักษ์ตนนี้ให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลาได้

ดังนั้น เขาจึงตอบตกลง
ยักษ์นั้นจึงถามว่า 'นายต้องการให้ฉันรับใช้เรื่องใดบ้าง แต่อย่าลืมนะถ้านายหยุดใช้ฉันเมื่อใด ฉันก็จะกินนาย'

ชายหนุ่มคนนั้นตอบว่า 'ฉันต้องการวังหลังหนึ่งเพื่อฉันจะได้เข้าไปอยู่'

ทันใดนั้นยักษ์ก็เนรมิตวังหลังหนึ่งได้ ชายหนุ่มตกใจเพราะเขานึกว่า ยักษ์คงใช้เวลาสักปีกว่าจะสร้างวังเสร็จ

ทีนี้เขาต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าจะขอให้ยักษ์ทำอะไรต่อไปดี เขาบอกยักษ์ให้ 'สร้างถนนกว้างๆ ไปถึงหน้าวัง' ทันใดนั้นถนนก็ปรากฏอยู่ต่อสายตาเขา

'ฉันต้องการสวนล้อมรอบวัง' เขาสั่งต่อไป
ทันทีความต้องการของเขาก็ปรากฏต่อหน้าเขา

'ฉันต้องการ.....' เขาก็ขอไปเรื่อยๆ แต่เขาเริ่มต้นวิตกว่าอีกไม่ช้าเขาก็จะขอจนหมดแล้ว
และอีกอย่างเขาคงเข้าไปอยู่ในวังอย่างผาสุกไม่ได้ เพราะเขาต้องคอยมานั่งสั่งยักษ์ให้ทำงานตลอดเวลา

ในที่สุดเขาก็คิดหาทางออกได้ เขาขอให้ยักษ์สร้างเสาต้นหนึ่งให้สูงสุด ซึ่งยักษ์ก็เนรมิตให้ทันทีทันใด
เขาขอให้ยักษ์ปีนเสาต้นนี้ช้าๆ ไปถึงยอดแล้วให้ปีนลงมาช้าๆ เช่นกัน พอถึงพื้นก็ให้ปีนขึ้นไปบนยอดใหม่อีกครั้ง แล้วให้ปีนขึ้นปีนลงเช่นนี้ตลอดเวลาไม่ให้หยุดเลย

ยักษ์ตนนั้นก็เลยต้องปีนขึ้นปีนลงตลอดเวลาตามคำสั่งของนาย
ชายหนุ่มจึงเริ่มหายใจได้ทั่วท้อง ขณะนี้เขาปลอดภัยแล้ว ชายหนุ่มมีเวลาที่จะเข้าไปอยู่ในวังอย่างมีความสุขตั้งแต่นั้นมา

สังคมคนก้มหน้า ( สังคมกระหืดกระหอบ )




                 
                  ในยุคที่วิทยาการดิจิตอลเจริญถึงขีดสุดนี้ภายหลังที่พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมานานหลายสิบปี จนเกิดสังคมออนไลน์ขึ้นมาจากเฟซบุ๊ค อะไรๆทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในโลกมันช่างรวดเร็วและง่ายดายขึ้นมาก เช่นเด็กๆสมัยนี้อยากจะดูหนังสักเรื่องหนึ่งก็โหลดเอาทางอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแค่ชั่วพริบตา ก็ได้หนังเรื่องนั้นมาดูแล้ว หรือเพลงที่อยากจะฟังเป็นร้อยเพลง แม้กระทั่งพันเพลงก็ทำได้โดยวิธีเดียวกัน
                  จะซื้อของทางอินเทอร์เน็ตที่ผ่านทางเฟซบุ๊คหรือไลน์ ที่มีเพื่อนๆยืนอยู่ที่แหล่งสินค้าไกลสุดขอบโลกก็สามารถถ่ายรูปสินค้ามาให้เลือกสรรค์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและซื้อขายกันได้ดุจเนรมิต
                  ความรวดเร็วต่างในการสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสมัยนี้จึงได้ผลรวดเร็วและแรง ยอดขายสินค้าจึงได้พรุ่งพรวดกันได้มากก็ผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่แหละ
                  การค้าการขายสินค้าและบริการการ แม้กระทั่งการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าก็เช่นกันที่ผ่านสื่อไร้สายนี้...............ก็ช่างง่ายดาย
                  ทุกอย่างเร็วและรีบร้อนตามความอยาก แทบจะเรียกได้ว่าสนองความอยากได้รวดเร็วจนจะทันกัน และสิ่งที่ตามมาก็คือการใช้ชีวิตของผู้คนในโลกใบนี้ในเวลานี้ก็รีบร้อนตามความอยากเช่นเดียวกัน รีบจนหายใจแทบจะไม่ทัน ตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่น
                  บางคนใช้เวลาอยู่บนท้องถนนวันหนึ่งนานกว่าสี่ชั่วโมงเพื่อไปและกลับจากที่ทำงาน คอนโดมีเนียมจึงเป็นทางออกของผู้คนในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ในประเทศทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นเพื่อสนองความรีบและความอยากแทนสิ่งที่เรียกว่าบ้าน
                  อีกไม่นานท่านผู้อ่านอาจจะเห็นตึกแถวเป็นวัตถุโบราณของกรุงเทพไปแล้วหรืออาจจะเปลี่ยนโฉมเป็นรูปแบบอื่นๆไป เพื่อพ้นจากการถูกครอบงำจากนักธุรกิจอาคารสูง ที่ให้ผลตอบแทนมากมาย เพราะที่ดินมีจำกัด ประชากรล้น รถติดแสนสาหัส จนคุณภาพชีวิตในแต่วันของผู้คนเหลือน้อยเต็มที
                  แม้กระทั่งเวลาของครอบครัวที่จะได้ร่วมรับประทานอาหารกันในบ้านสักมื้อนั้นยังยากขึ้นเรื่อยๆ
                   ไม่ว่าจะเป็นอาหารปรุงเอง อาหารที่ทำสำเร็จใส่ถุงขายหรืออาหารแช่เเข็งรอผ่านเตาไมโครเวฟ
                   สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดตาขึ้นทุกวันๆก็คืออาคารสูงที่มีดาษดื่นเต็มกรุงเทพไปทั่วทุกแห่งหน
                   นอกจากรูปธรรมเชิงวัตถุที่กล่าวถึงแล้ว การสื่อสารแทบจะเป็นนามธรรมอันหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกหลงใหลตามกระแสกันอย่างบ้าคลั่ง ดูตัวเลขประชากรผู้ใช้เฟซบุ๊คและไลน์หรือสื่ออื่นๆมากมายจะเห็นได้ชัด
                   และที่เห็นตำตาก็คือทุกแห่งหนมีผู้คนต่างกำโทรศัพท์มือถือกันไปทั่ว และก้มหน้าจิ้มอักษรอย่างเมามัน อย่างไม่ทันระวังตัว มีบ้างบางคนก็สังเวยภัยจากยานพาหนะข้างถนนไปแล้ว เพราะมัวแต่ก้มหน้า
                   เรื่องที่เป็นโศกนาฎกรรมของผู้คนที่พ่อแม่ลูกที่นั่งรับประทานอาหารบนโต๊ะเดียวกัน แต่ก้มหน้าคุยกันผ่านสื่อดิจิดดอลหรือไลน์ ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นเเต่เป็นเรื่องเศร้า..........ที่เกิดขึ้นจริง
                  แทนที่จะมานั่งมองหน้ามองตาคุยกัน ถามสารทุกข์สุกดิบกับ เพื่อให้ความรู้และแนวทางในการดำเนินชีวิตที่พ่อแม่จะพึงสอนให้ลูกได้ หรือไม่ก็มีเวลากอดกันดูหนังที่อยากดูด้วยกันสักเรื่องตามภาษาครอบครัวเดียวกัน
                   สังคมกระหืดกระหอบทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวจางไปได้มากอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนจมไปกับโลกส่วนตัวหรือโลกออนไลน์หรือแล้วแต่จะเรียก
                   เพราะเอาเวลาไปเล่นกับผ่านสื่อมากเกินไป จนมีบริษัทน้ำดำยักษ์ใหญ่ระดับโลกออกมาทำโฆษณาต่อต้านสังคมคนก้มหน้าหลายต่อหลายตอนแล้วก็ตามที
                   แต่สังคมคนก้มหน้านี้ยากที่จะหยุดยั้งได้จริงๆ นับว่าเป็นสิ่งเสพติดของผู้คนร่วมสมัยนี้ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่รุ่นแก่ลายครามก็ด้วย
                   สิ่งเหล่าน้พัฒนาอารมณ์ของผู้คนให้ใจร้อนรีบเร่งและพัฒนาอารมณ์ในทางที่ต่ำลงได้ง่าย แม้จะมีอยู่บ้างไปในทางสูง แต่จะมีกันสักเท่าไรที่จะพัฒนาจิตใจไปทางสูงได้ เพราะมัวแต่ยึดรูปและนามเช่นนี้
                   นักการเมืองทั่วโลกต่างใช้สื่อออนไลน์เป็นพลัง และเป็นกลยุทธแห่งทางให้ผู้คนอื่นๆใช้เป็นทางเลือกในการเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจแห่งตน และก็ทำได้จริงๆในหลากประเทศที่ผ่านมา  ยกตัวอย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา
                   ความเชื่อ ความแตกต่างทางความคิด ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นได้อย่างมากมากมายและรุนแรงจากการเสพสื่อออนไลน์ผ่านสังคมกระหืดกระหอบนี้
                   ในเพจธรรมะหลายๆเพจที่งัดเอาพระไตรปิฎกมาถกกันมากจนแทบจะวางมวยกันผ่านทางสื่อก็มีให้เห็นกันมากมาย ที่เคยรักเคยชอบกันก็มาเกลียดกันจนหันหลังให้กัน ไม่มองหน้ากันแทบจะฆ่ากันตายก็มี เพราะการสื่อสารที่สั้นมากจนยากจะเข้าใจกันและเอาแต่เร็ว
                   เพราะหลงไปกับกระแสโลกจนลืมโลกแห่งความเป็นจริง หลงไปในอกุศลมูล หรือกิเลสมูลฐานอันมีโลภ โกรธ หลงที่ชักนำกิเลสอื่นๆให้ตามมา และเป็นไปอย่างรวดเร็วในสังคมกระหืดกระหอบในขณะนี้ สุดท้ายล้วนแต่เสียเปล่า ไม่เหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือสมบัติได้สักอย่างมีแต่อบายภูมิ ที่เป็นภูมิของเดรัจฉาน เปรต อสุรกายและนรกกที่เป็นปลายทาง
                   ในอีกด้านหนึ่งนั้น แม้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทุกๆด้านได้อย่างมากเหลือล้น รวมทั้งการศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากมายในหลายๆทางแม้กระทั่งความรู้ทางพุทธศาสนาที่มีข้อมูลอยู่มากล้นแก่ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ที่มีสติสัมปชัญญะและรอดพ้นภัยแห่งสังคมกระหืดกระหอบหรือสังคมก้มหน้า และไม่ต้องไปให้หมอสั่งกายภาพบำบัดให้เสียเวลาและเสียทรัพย์ไปเปล่าๆ
                   ในครั้งพุทธกาลที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสารอะไรเลยการเดินทางไปไหนก็ลำบากยากเข็ญกว่าสมัยนี้มากอย่างเทียบไม่ได้ แต่ก็มีอริยชนเกิดขึ้นมากมาย เพราะท่านเรียนรู้ทันจิตให้แตกฉานกว่าความรู้ใดๆทั้งปวง รู้ทันกิเลส ตัณหา อารมณ์ รู้แจ้งในตน รู้แจ้งในทุกข์ ที่มาแห่งทุกข์ สภาวะแห่งพุทธะที่ดับทุกข์ และหนทางแห่งการดับทุกข์ที่มีมรรคแปดหรืออริยมรรคเท่านั้น ที่ท่านขุดค้นได้จากตนจนเป็นอริยชน ชั้นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์
                    ไม่ต้องรีบไม่ต้องก้มหน้า จนมันเร็วกว่าการสื่อสารใดๆในสังคมคนก้มหน้า ( สังคมกระหืดกระหอบ  )เพียงรู้จักการสื่อสารทางจิตที่มีสติเป็นองค์อุปการะเท่านั้นเอง

                                                               ธรรมะสวัสดี

                                                             สาธุชนคนกันเอง

                       โลกก็เป็นเช่นโลก ธรรมก็เป็นเช่นธรรม ในปัจจุบันกาล ท่านทั้งหลายเลือกเอาตามแต่ใจที่เป็นนายเถิด ขออนุโมทนาแด่สาธุชนคนกันเองและสาธุ

                                                               สะมะชัยโย
                       
                       แก่นธรรมครูบาอาจารย์

                       ความหลงความโกรธนี้... มันเป็นมูลรากของกิเลสพันห้า...? ตัณหาร้อยแปด เกิดความพอใจก็เพราะตัณหา...เกิ?ดความไม่พอใจก็เพราะตัณหา ความทุกข์เกิดขึ้นก็เพราะตัณหานี้แหละ...



 ...อดีตที่ล่วงมาแล้วไปกาลนาน จิตมันเอาอารมณ์นี้แหละมาคิด ตัดอดีต อนาคตเสีย.... เอาอารมณ์ปัจจุบัน ให้จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน ...ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ นำทุกข์ให้เสวยก็ตัวเหตุนี้แหละ? ให้กำหนดรู้เท่าเหตุ... เหตุดับแล้ว...ตัณหามันก็ดับไป ..




.กำหนดทุกข์เข้าๆ ให้รู้เท่าถึงสภาพของเหตุ แล้วอย่านำมาหมักไว้ในจิตใจ... พยายามสลัดออก สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย อะไรก็เอาเข้ามาไว้ในใจ...มันเด?ือดร้อน ...ละอยู่ที่ใจ วางอยู่ที่ใจนี้ ละ วาง รู้อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย อารมณ์ทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือกามารมณ์ทั้ง 5 มันก็ไหลออกไปจากใจนี้แหละ ...ให้รู้เท่าทันว่าเราจะตั้งอย?ู่ในศีล ตั้งอยู่ในธรรม จะทำกิจของตน...จะทำจิตของตนให้?มันสงบ พิจารณาอยู่อย่างนี้....




อดีตที่เป็นส่วนดีก็ตาม เป็นส่วนชั่วก็ตาม มันก็ผ่านไปแล้ว เราจะนำจิตของเรา...ไม่ต้องเกี่?ยวกับอดีต... ...อดีต อนาคต มันเกิดจากกายของเรานี้แหละ พยายามอย่าให้มันเข้ามาเกี่ยวข้?อง ถ้าเรากำจัดมันได้...เราก็สบาย ให้มีเฉพาะอารมณ์ปัจจุบัน... ...ความพอใจก็ดี ความไม่พอใจก็ดี ...มันต้องเอาออกจากใจของเรานี้? เหตุไม่ใช่นำออกจากที่อื่น... ให้นำออกจากใจของเรานี้ ถ้าใจผิด...ก็นำความผิดออกจากใจ? ไม่พอใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีรูปเป็นต้น ...มันก็เกิดจากใจนี้แหละ เอาศีลนี้แหละ...นำออกจากใจ ...อดีตส่วนดีก็ดี ส่วนไม่ดีก็ดี มันก็นำเอามาคิด อันนี้สำคัญ... ถ้าเรารู้เท่าทันมันแล้ว มันก็จะดับไปหมด...




 ...นำออกจากใจเสีย ให้มันผ่องใสสว่าง รู้เท่าทันเหตุ ดับไป...มันก็รู้แจ้งมรรค รู้แจ้งก็รู้อยู่ภายในนี้แหละ จะไปรู้แจ้งที่ไหน รู้แจ้งอันนี้หมดแล้ว...ธาตุ 4 ขันธ์ 5 มันก็แล้วหมด รู้อย่างอื่นไม่ชื่อว่ารู้หมด รู้ทั่ว... ต้องรู้จักตนเอง กายใจของตนเองนี้แหละ... รูปอย่างอื่นที่มีอยู่ก็เป็นอย่?างเดียวกับกายนี้ รู้ความจริงอันเป็นสัจธรรมแล้ว.?.. ความทุกข์...ความเดือดร้อนก็ไม่?มี อันนี้ก็คือที่สุด... พวกนั้นไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ...เพราะไม่มีสมมติ ต้นไม้ เถาวัลย์ก็ตาม มีอยู่เฉพาะที่เรานี้ ที่เราสมมติเอา... เราอย่าไปยึดเอา ถือเอา วาง...ละ ให้มันหมด ...ความชั่วที่เกิดทางใจ เราก็นำออกจากใจ เอา " ศีล " คือ... แขนสอง ขาสอง หัวหนึ่ง นี้แหละนำออก ได้แก่การสำรวม ระวัง ไม่ละเมิดแม้โทษเพียงเล็กน้อย ...รู้จักที่เกิดของธรรม ที่ดับของธรรมแล้ว...ก็ใช้ได้ ต้องตัดอดีต อนาคต ให้เหลือปัจจุบันนี้ ร้ายก็ตาม ดีก็ตาม ส่วนมากมีกามตัณหาเป็นตัวนำ ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี...ทั้งสามนี้... เป็นตัวทำให้สัตว์โลกหมุนตัวเป็?นเกลียว ทั้งความพอใจ ทั้งความไม่พอใจ... ถ้าเกิดขึ้น...ให้นำออกเสึย ...นำออกจากจิตใจของเรานี้แหละ ไม่รัก...ไม่ชัง...ก็ใช้ได้.



ธรรมะจากหลวงปู่แหวน สุจิณโณ


                       หมายเหตุแก่นธรรมวันนี้
                       ๑. ผู้เขียนและคณะเป็นผู้เขลาทางปัญญา หากมีข้อผิดพลาดบกพร่อง ขอน้อมรับทุกประการ บุญกุศลที่เกิดจากบทความนี้ขอน้อมถวายแด่หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ และอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ อันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลกนี้ รวมทั้งท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
                       ๒. เพื่อนๆพี่น้องครับ ผ้าป่าแก่นธรรมสามัคคีฯที่ห่างหายกันไปนานหลายปี ขอจัดใหม่ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของปีนี้แล้วแต่หลวงพ่อเจ้าคุณเจ้าอาวาส จะไปทอดที่วัดสุนทรธรรมทาน( แค นางเลิ้ง )เพื่อบูรณะโบสถ์และก่อสร้างถาวรวัตถุทางธรรม และนำอีกส่วนหนึ่งไปบริจาคให้โรงพยาบาลจุฬา สภากาชาด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถาที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ ต่อชีวิตกันไป สามเณรในครั้งพุทธกาลยังรอดจากกรรมเก่าเพราะช่วยชีวิตปลาเลย
                       มาก่อกุศลกรรมร่วมกันเถอะครับ วันเวลาจะเเจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง การดำเนินการรูปแบบเดิม พบกันที่วัดนะครับเพื่อนๆพี่น้องแก่นธรรมทั้งหลาย อ้อกองทุนพระรัตนตรัยบริจาคแรกเริ่มสองหมื่นบาทถ้วนแล้วครับ

ศีล 5 ความหมายลึกกว่าที่คุณคิด !

ศีล 5 ความหมายลึกกว่าที่คุณคิด !

ศีลข้อที่ ๑ งดเว้นการฆ่าสัตว์
(ปาณาติปาตา เวรมณี)

การฆ่า มิใช่นำมีดไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์ จึงเรียกว่าฆ่า จิตใจเริ่มคิดไม่ดี สิ่งที่ละเอียดอ่อนบางแง่มุม มิได้ระมัดระวังจะก่อเกิดการช่วยเสริมการฆ่าขึ้น
การฆ่ามีหลายวิธี ฆ่าตัวตาย ถูกเขาฆ่า สรรเสริญเห็นดีเห็นงามกับการฆ่า เห็นสิ่งมีชีวิตถูกฆ่าพลอยยินดีด้วย เป็นการฆ่าทั้งหมด
อย่าใช้ภาวะสำนึกของตัวเองปลูกเมล็ดพันธุ์อัตวินิบาตกรรมขึ้น มิฉะนั้นเจ็ดชาติที่เกิดจะมีผลทำให้เราทำอัตวินิบาตกรรมตามมาทุกชาติ คนหนุ่มสาวมีเรื่องคิดไม่ตก ไม่สามารถเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่พร้อมที่จะตายวัน เดือน ปี เดียวกัน ไม่นานอาจจะมีทารกแฝดที่ร่างติดกันมาเกิด
ให้ความสำคัญของความรักมาทำลายชีวิต เพื่อช่วยชีวิตต้องถือศีลปาณาติบาต หมื่นวิถีพระโพธิสัตว์ มหาเมตตาเป็นรากฐาน จึงต้องถือศีลปาณาติปาตา
ถ้าคนทั้งหลายถือศีลงดเว้นการฆ่า กินเจทั้งหมด ไม่นานเบญจธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมิต้องฉีดยาฆ่าแมลง เหมือนเมื่อหลายพันปีสมัยกษัตริย์เหยา กษัตริย์ซุ่น ในสมัยนั้นแม้จะไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง แต่เบญจธัญพืชอุดมสมบูรณ์ดี
ผู้ที่ขายยาฆ่าแมลงเพื่อช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวธัญญาหารได้มาก แต่ได้ฆ่าแมลงมากมาย เวรกรรมยังอยู่ กรรมสนองกรรม กรรมมีสนองทันทีทันตาเห็น หรือสนองในชาติต่อๆ ไป บางทีผ่านไปหลายชาติมาสนองก็มี เหมือนเราปลูกผักเก็บเกี่ยวได้เร็วหน่อย ถ้าปลูกผลไม้ต้องรออีกหลายปี นี่ก็เช่นกัน
มีคนมาบอกจะทำแท้ง เรากลับสนับสนุน ดีๆ เอาออกเลย เท่ากับเราสนับสนุนการฆ่า กรรมสนองกรรม
เห็นคนจัดงานเลี้ยงเธออาจจะพูดว่า มีการฆ่าสัตว์มากมายดีจังเลย หากลูกหลานจัดงานเลี้ยงแต่งงาน จัดเลี้ยงอาหารเนื้อสัตว์ ถ้าเธอเห็นด้วยนั่นเท่ากับการช่วยส่งเสริมการฆ่า
ขายยาสมุนไพรจีน หากมีสัตว์เป็นส่วนผสมกับยาด้วย ต้องรู้ว่ายานี่ใช้เพื่อรักษาโรค ไม่พึงประสงค์ให้กระทำผิดเกิดการฆ่าขึ้นมา แต่อย่าสนับสนุนให้เขาตุ๋นเป็ดตุ๋นไก่ หากถูกสอบถามขอคำปรึกษา ต้องอย่าแนะนำ มิฉะนั้นจะถือว่าสนับสนุนการฆ่าต้องรับเวรกรรมเอง
หากใครถูกนักเลงอันธพาลฆ่าผิดตัว นั่นแหละอดีตชาติหลายกัปเคยสนับสนุนการฆ่า จึงเกิดกรรมสนองตามมา
ซื้อยาสมุนไพรจีน หากใบสั่งยามีส่วนผสมของสัตว์ นี่เพียงเพื่อรักษาโรคเท่านั้น รักษาหายแล้วต้องหยุดทันที อย่านำมาเป็นยาบำรุงต่อและต้องไม่ขอให้หมอเพิ่มส่วนผสมของสัตว์
ขายยาแผนปัจจุบัน ยานอนหลับ ยาที่มีส่วนผสมสิ่งเสพติด ต้องรับผิดชอบต้องระวังในการขาย ในมรรคแปด เรื่องสัมมาอาชีพ จะเลือกอาชีพ ต้องเลือกอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับการฆ่า
เห็นคนกำลังฆ่าสัตว์อย่ามองแล้วพลอยยินดีกับการฆ่าด้วย อย่าบอกว่าเนื้อชนิดนี้รับประทานอร่อย บำรุงร่างกายได้ดี ไปเป็นแขกอย่าให้เจ้าของบ้านต้องฆ่าสัตว์เพื่อต้อนรับเรา
อย่าค้าขายมีดพร้าของมีคม ศัสตราวุธ เป็นเครื่องมือในการฆ่า ผู้ประกอบอาชีพประเภทนี้จะมีเวรกรรมตามติดสนอง
ผู้ประดิษฐ์คิดเครื่องจักรกล เครื่องประหารด้วยไฟฟ้า ทุกๆ ชาติจะไม่มีลูกไม่มีหลานสืบตระกูล อย่าไปริเริ่มคิดสร้างเครื่องประเภทนี้
อย่ามีอาชีพขายโลงศพ คนขายโลงศพหากขายไม่ดี มักจะไปเคาะข้างโลงศพขอให้มีคนตาย เท่ากับมีจิตใจไม่ดี ซื้อโลงศพช่วยคนตายได้ แต่อย่ามีความคิดอยากให้มีคนตาย
อย่าซื้อของใช้ที่ทำด้วยหนังแท้ เช่นเสื้อหนัง รองเท้าหนัง เข็มขัดหนัง กระเป๋าหนังที่มาจากเมืองนอก เป็นหนังแท้ราคาแพง ผู้ศึกษาธรรมะอย่าไปชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้ดีที่สุด หากเผลอไปซื้อมาใช้ก็จงทิ้งไปเสีย แต่หนังเทียมใช้ได้
มิงค์เป็นสัตว์ที่มีเมตตาจิต เห็นคนถูกฝังจมอยู่ในกองหิมะกำลังจะหนาวตาย มิงค์จึงใช้ขนของตัวเองไปทำให้มีความอบอุ่นไม่หนาวตาย พรานล่าสัตว์จึงใช้วิธีหลอกโดยทำทีจมอยู่ในกองหิมะ มิงค์ใช้ขนของตัวเองให้ความอบอุ่นจึงถูกล่าเอาหนังทำเสื้อคลุม สัตว์มีจิตเมตตาแต่มนุษย์กลับทารุณเหิว้ยมโหด ผู้ศึกษาธรรมะต้องอย่าใช้เสื้อคลุมที่ทำจากขนมิงค์
ให้เขายืมเงินต้องระวัง ไม่รู้ว่าเขาจะยืมไปใช้อะไร จะผิดบาปเท่ากับการช่วยให้เขาฆ่า เช่น นำไปทำแท้ง
บริจาคเงินทำบุญจะต้องใช้ปัญญา บางศาลเจ้าใช้เงินที่เราบริจาคฆ่าหมูไหว้เจ้า งานเลี้ยงที่ใช้เนื้อสัตว์ เราจะต้องมีส่วนรับกรรมสนองด้วย หากศาลเจ้าใดใช้อาหารเจไหว้เจ้า นั่นไม่มีปัญหา
อย่ามีอาชีพขายเบ็ดและคันเบ็ดตกปลา ปลาที่ตกได้จะมาคิดบัญชีกับเธอด้วย
ฆ่าปลาไข่เต็มท้อง กรรมจะหนักกว่าฆ่าปลาทั่วๆ ไป ไข่หนึ่งฟองเท่ากับหนึ่งชีวิต
ที่ขายหมูปิ้ง หมูย่าง หมูจะติดยึดกับเนื้อของตัวเอง จะเฝ้ารอเนื้อชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงไปแล้วจึงจะยอมไป
คนฆ่าหมูจะกล่าวว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่มีใครกินเจ้าข้าก็คงไม่ต้องมาฆ่า ไปคิดบัญชีกับคนที่กินเจ้าแล้วกัน
คนกินกลับพูดว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ ถ้าไม่มีใครฆ่าเจ้ามาขาย ข้าก็คงไม่ซื้อมากินหรอก ไปคิดบัญชีกับคนฆ่านะ ทุกคนรู้ว่าการฆ่าเป็นบาป แต่เว้นการฆ่ากลับยาก
ปัจจุบันการแพทย์เจริญก้าวหน้า โรคแปลกๆ ยิ่งมายิ่งมาก ต้องหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เวรกรรมจึงจะแปรเปลี่ยนไป
ฉีดยาฆ่าแมลงไม่ดี แมลงต่างๆ ต้องการมีชีวิตอยู่ ขอเพียงแต่บ้านช่องทำความสะอาดให้เรียบร้อยจะไม่มีแมลงต่างๆ มารบกวนหรือมีน้อยลง ยิ่งฆ่ายิ่งกรรมหนัก แมลงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เสือที่มนุษย์ไม่เคยกินมันเลย กลับไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็ด ไก่ หมู คนบริโภคจำนวนมาก จึงเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น
กรรมของการฆ่ามีหนักมีเบา เช่น มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต เป็นอนันตริยกรรม ตกมหาอเวจี ตัดทางสวรรค์นิพพาน ฆ่าคนบาปหนัก ฆ่าสัตว์บาปยังเบาหน่อย สติไม่ดีไปฆ่าคน เพื่อปกป้องพระอริยเจ้า เพื่อช่วยคนส่วนมาก จึงมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น กรรมเบาหน่อย แต่ก็ยังก่อเกิดหนี้กรรมได้ เพราะมนุษย์ปุถุชนมีโอกาสสำเร็จพุทธะได้มาก การฆ่าคนจึงกรรมหนัก แต่สัตว์ยังห่างไกลจากการสำเร็จเป็นพุทธะ ฆ่าสัตว์จึงกรรมเบากว่า
มักมีคนกล่าวว่า เป็ด ไก่ เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่กิน เป็ดไก่ก็คงจะต้องล้นโลก เสือกินคน ยุงดูดกินเลือดคน เรายอมให้เสือกิน ยอมให้ยุงดูดกินเลือดไหม ใจเขาใจเราลองคิดดู จึงจะไม่ทำให้เราผิดพลาดได้
รูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชา เมื่อเก่าแล้วหรือขาดสลาย ต้องม้วนเก็บให้ดี อย่าเผาทำลาย หากเผาทำลายปะปนกับเถ้าขยะนั่นไม่ดี เท่ากับไม่ให้ความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ถ้ามีคนในบ้านจะฆ่าเป็ดไก่ จะต้องพยายามพูดให้เขาเหล่านั้นงดการฆ่า หากพูดแล้วยังไม่ได้ผล ต้องท่องสวดนามพระอมิตตพุทธ ท่องคาถาจุติสุขาวดี


ตั้งปณิธานทานเจแล้ว สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้ก่อนหน้านั้น ต้องเลี้ยงจนสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นหมดอายุขัยไปเอง จัดการฝังให้เรียบร้อย พร้อมกับสวดมนต์ให้สัตว์ไปเกิดใหม่ อย่านำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ไปขายหรือให้คนอื่น ไม่ควรนำไปให้คนอื่นฆ่า
หากผิดพลาดไปก่อฆาตกรรมเข้า จะต้องทำบุญอุทิศกุศลไปให้เขา มิได้ตั้งใจฆ่ากรรมเบา ตั้งใจฆ่ากรรมหนัก
คนกินเจซื้อของกินจะต้องถามให้ชัดเจน ไม่ชัดเจนผิดพลาดกินเข้าไป กลับมาจะต้องจุดธูปกำใหญ่ขอขมากรรมสำนึกบาป
นายจ้างใช้ให้ไปซื้ออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ หากขัดไม่ได้หรือปฏิเสธไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เราไปซื้อ เราจะไม่เกี่ยวข้องด้วย
ทำบุญวันเกิดควรงดเว้นการฆ่า การเกิดของเธอมิใช่ใหญ่โตครึกโครม แต่กลับฆ่าสิ่งมีชีวิตมากมาย ด้วยหลักธรรมมิควรปฏิบัติ
บรรพบุรุษหมดอายุขัย ทำบุญโดยใช้อาหารเจดีที่สุด อย่าฆ่าสัตว์ หากทุกคนในครอบครัวยังไม่ได้กินเจทั้งหมด ถ้าจะให้ดีต้องกินเจ 49 วัน สามีภรรยาแยกเตียงนอน 49 วัน ถ้าทำได้จะลดเวรกรรมให้กับผู้วายชนม์ได้
บนหัวหมู เท่ากับเราเริ่มนำความยุ่งยากเข้ามา ยังไม่มีผลตามที่เราบนไว้ เริ่มก่อกรรมก่อนแล้ว หน้าโต๊ะพระอย่าบนบานตามอำเภอใจ
กราบไหว้บรรพบุรุษ ใช้ดอกไม้ ธูปเทียน ผลไม้ น้ำชา มีจิตเคารพบูชาก็พอ ไม่ควรนำเป็ด ไก่ ปู ปลา เซ่นไหว้ด้วยเหล้า รังแต่เพิ่มกรรมให้ท่าน ประเพณีที่ไม่ดีอย่าทำตาม
เสวยสุขคือทอนบุญ ได้รับความทุกข์คือลดเคราะห์ภัย กินเจแล้วสุขภาพยังไม่ดี นั่นคือหนี้กรรมอดีตชาติยังไม่หมด
หากธุรกิจการงานของเขายังไม่ดีไม่ราบรื่น ร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บไข้ได้ป่วย อย่าพูดว่าเขายังมีกรรมหนักอยู่ คำพูดนี้จะทำลายจิตโพธิสัตว์ของเขา เท่ากับเราผิดศีลปาณาติบาต ต้องระวังคำพูด ใช้วาจาอ่อนหวานนุ่มนวลและให้กำลังใจเขาจะดีกว่า

กรรมสนองจากการฆ่าสัตว์

ต้องตกนรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจี
คนเราเจ็บออดๆ แอดๆ อายุสั้น เจ็บป่วยบ่อยต้องปล่อยสัตว์ให้มากหน่อย ปล่อยสัตว์มีสองอย่าง คือ หนึ่งปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างนอก สองปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างใน คือปล่อยวางในใจที่ยึดติด ปล่อยทิ้งอนุสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตใจเรา
สิ่งกระทบจากภายนอก ตัวอย่างเช่นการค้ายิ่งทำยิ่งขาดทุน อยู่ในสังคมบุญสัมพันธ์กับผู้คนลดน้อยลง
จิตใจคิดร้ายอยู่ตลอดเวลาทุกๆ ชาติไม่มีหยุด ฆ่าหมูนานวันหน้าตาเหมือนหมู ฆ่าไก่นานไปหน้าตาเหมือนไก่ ในจิตสำนึกทุกครั้งที่คิดๆ แต่การฆ่า
จิตใจขลาดกลัว เจ็บป่วย เดินในที่มืดมักหวาดกลัวและฝันร้ายอยู่ตลอดเวลา
เพิ่มความเกลียดชัง ถูกผู้คนตำหนิทอดทิ้ง ไม่มีบุญสัมพันธ์กับผู้คน
ก่อนหมดลมหายใจหวาดกลัวว่าจะตายไม่ดี กรรมที่ฆ่าหนักมากใกล้ตายเจ้ากรรมนายเวรมาตามทวง ขณะจะตายส่งเสียงร้องน่ากลัว เหมือนธนาคารปิดบัญชีตอนสิ้นปีถูกตามทวงหนี้


ผลจากการถือศีลปาณาติบาต

อภัยทานให้สาธุชนปราศจากความหวาดกลัว
เกิดเป็นคนไม่ค่อยเจ็บป่วย อายุยืน
ก่อจิตเมตตามากขึ้น กิเลสลดน้อย
ตัดความโกรธ
ใกล้ชิดสนิทสนมกับสาธุชน เทพผีคอยปกปักรักษา ถือศีลหนึ่งข้อมีเทวดาหนึ่งองค์คอยคุ้มครอง
ไม่ฝันร้ายนอนหลับสบาย
ชาติหน้ามั่งมีศรีสุข
แก้ปมกรรมเวร ผูกบุญสัมพันธ์ที่ดี
ไปเกิด ณ แดนพุทธเกษตร


ศีลข้อที่ ๒ งดเว้นการลักขโมย
(อทินนาทานา เวรมณี)

ปัจจุบันสังคมวุ่นวาย โจรขโมยมากมาย นักการศึกษา นักการศาสนา ต้องเพิ่มภาระในการสั่งสอนมากขึ้น
ขโมย ลักเล็กลักน้อย ปล้น หลอกลวง ขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ได้มา ขู่เข็ญเอาเงินโดยอ้างว่าจะเผยความลับ ทั้งหมดล้วนผิดศีลอทินนาทาน
ผู้ศึกษาธรรมะมักจะทำผิดได้ง่ายที่สถานที่สาธารณกุศล คือ
มาตำหนักพระจุดธูปไหว้พระ โดยใช้ธูปจากตำหนักพระภาวนาขอ หรือแก้ข้อกังวลใจ ยังไม่ได้ทำบุญเลยกลับหยิบของตำหนักพระมาใช้ เจ้าของตำหนักพระคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธะ มิใช่อาวุโสในนั้น จะจุดธูปกำใหญ่ ต้องซื้อหามาเองจะดีกว่า ตัวเองอย่าเอาแต่ได้
ใช้โทรศัพท์ในสถานที่สาธารณกุศล จะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ด้วย
อุทิศแรงกายช่วยทำครัว ขณะประกอบอาหารชิมอาหารหนึ่งคำ แต่อย่าโลภไปชิมหลายคำเข้า
ของใช้ส่วนรวมในตำหนักพระเกิดจากผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาค เป็นสมบัติของตำหนักพระ ต้องช่วยกันดูแลรักษา
ซื้อของมาบริจาคให้ตำหนักพระ อย่าหยิบฉวยติดมือกลับบ้าน ไม่ดี
หลังจากการประชุมธรรม มีอาหารเหลือนำกลับบ้านได้ โอกาสหน้าซื้อของใหม่ในราคาไม่ต่างจากที่เอากลับบ้านมาทำบุญด้วย
ผลไม้ซื้อมาถวายพระ อย่าเอามากินก่อน ของที่ซื้อมาไหว้พระเป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธทั้งหมด อย่าถือวิสาสะ
ญาติธรรมนำเงินมาบริจาค ผู้มีจิตศรัทธานำเงินมาทำบุญเพื่อจุดประสงค์ใด จะต้องนำไปใช้ในทางที่เขามีเจตจำนงไว้ ถ้าบอกไว้ว่าใช้สำหรับซื้อธูปไหว้พระ ก็ต้องซื้อธูปไหว้พระ ถ้าบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ต้องนำไปใช้จ่ายตามที่มีเจตนาไว้
อุปกรณ์ใช้ทำความสะอาดสถานที่สาธารณกุศล จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามแต่ละเครื่องมือที่ใช้และต้องรักษาให้สะอาด ตัวอย่างเช่นไม้กวาดที่ใช้ปัดกวาดสถานที่สาธารณกุศล อย่านำไปใช้ในครัว อย่านำไปใช้ในห้อง อย่านำไปใช้ในห้องน้ำ
ดอกไม้นำมาไหว้พระอย่านำมาดม ผ่านการดมแล้วจะไม่บริสุทธิ์ จะนำมาไหว้พระมิใช่นำมาให้ดมกลิ่น หอมหรือไม่หอมสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้เองมิต้องให้เรามาดมก่อน
เป็นพนักงานของรัฐอย่าหยิบฉวย กระดาษ ซองจดหมาย ปากกา หมึกแห้งของราชการกลับบ้าน จะกลายเป็นขโมยของราชการ ทำงานบริษัทฯ ก็เหมือนกันต้องอย่าทำด้วย
สอนให้หลีกเลี่ยงภาษี โทรศัพท์ไม่จ่ายเงิน ส่งสิ่งตีพิมพ์ทางไปรษณีย์กลับสอดจดหมายเข้าไปด้วย โดยสารรถโดยสารเรือไม่จ่ายค่าโดยสาร ทั้งหมดคือการลักขโมยของราชการ
ขายของจะต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย หากผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันโดยซื้อได้ราคาถูกลงไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงิน ทั้งสองฝ่ายลักขโมยของราชการ

กรณีที่ไม่ถึงกับถือว่าลักขโมย

เข้าใจผิดคิดว่าเป็นของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ตัวเองมีร่มหนึ่งคัน ขณะหยิบไปใช้หยิบผิดไป
เข้าใจผิดคิดว่าของสิ่งนี้มีคนฝากมาให้แล้วนำกลับไป
ขยะคิดว่าเขาทิ้งแล้ว เราไปเลือกที่ใช้ได้แล้วนำกลับไป
ยืมใช้ชั่วคราว เช่นโทรศัพท์หรือหมึกแห้ง ใช้เสร็จแล้วต้องนำกลับที่เดิม
สนิทสนมกัน ตัวอย่างเช่น เพื่อนที่ดีและสนิทกัน เปิดตู้เย็นหยิบของในตู้เย็นกินเหมือนกับบ้านตัวเอง ถ้าเช่นนี้ก็มักง่ายเกินไปหน่อย
ลักขโมยมีหนักมีเบา ขโมยของจากตำหนักพระโทษหนัก แม้เข็มหนึ่งเล่ม ด้ายหนึ่งเส้นก็อย่าได้มักง่าย เพราะเป็นของส่วนรวมมิใช่ของคนใดคนหนึ่ง
กลับกัน ผู้ทำบุญกับตำหนักพระ เป็นประโยชน์กับผู้ศึกษาธรรมะ บุญวาสนาเหลือล้น
ทำบุญไปแล้วอย่าได้ยึดติด ที่ได้ทำไปเบื้องบนรับรู้หมด ไม่ต้องนำกลับมาคิดอีก ไม่จำเป็นต้องสลักชื่อติดไว้ที่เสาตำหนักพระให้คนกราบไหว้ทุกๆ วัน บุญวาสนามากปานใดก็อาจหมดได้ อยากหลุดพ้นจากหนี้เวรหนี้กรรม จะต้องหัดปล่อยวางใจไม่ยึดติด ให้เหมือนจรวด ยิงออกไปแล้วพุ่งทะยานหายลับไปเลย
หนีแชร์โกงเงินชาวบ้าน เกิดชาติหน้าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเหมือนคนใช้ เกิดเป็นหมู สมมุติขายได้ตัวละหมื่นบาท หนีแชร์หนีหนี้จำนวนเงินเท่าไร ต้องเกิดเป็นหมูชดใช้ตามราคาที่โกงไปจนครบ ขายของเงินผ่อนคิดดอกแพงก็คือขโมย
มาตำหนักพระกินข้าวที่ตำหนักพระได้ กระดาษชำระ ยาสีฟัน ของใช้ประจำวันเอามาใช้ได้ แต่ต้องอย่าตระหนี่ ทำบุญกับตำหนักพระมากหน่อยก็ใช้ได้
เก็บเงินได้บนถนนที่คนอื่นทำหล่นหาย นำมาทำบุญถือว่าไม่ผิดศีล ถ้าเอาเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้
ลักขโมยละเอียดอ่อนที่สุดในศีลห้า ศีลของพระภิกษุยิ่งละเอียดอ่อนกว่ามากนัก

กรรมสนองจากการผิดศีลลักขโมย

ตกลงสู่นรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจี
เกิดมายากจนตกต่ำหรือมีทรัพย์สมบัติแต่ไม่มีโอกาสใช้
ทรัพย์สมบัติบ้านเรือนถูกวาตภัยทำลาย ไฟไหม้เผาผลาญ
ของหาย ของถูกขโมย ถูกสงสัยเป็นคนขโมย
เป็นคนทุกข์ทรมาน จิตใจวิตกกังวล

ผลจากการรักษาศีลอทินนาทาน

ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนมากมาย ไม่รั่วไหล
เป็นคนน่ารัก เป็นที่เชื่อถือ
ความดีขจรขจาย คนชมเชยมากมาย
เป็นที่เกรงขามไม่กล้ารังแก
กายใจเป็นสุข หมดอายุไปเกิดบนสวรรค์วิมาน


ศีลข้อที่ ๓ งดเว้นการละเมิดกาม
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

อิ่มนักมักมุ่นคิดทางกามารมณ์ ความผิดทั้งหลายผิดศีลกาเมเลวที่สุด สังคมวัตถุอุดมสมบูรณ์ จะพาให้สังคมคุณธรรมตรงข้ามกับความเจริญ
คนโบราณรับประทานอาหารชืดๆ ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนปัจจุบัน แต่ทุกคนร่างกายแข็งแรงอายุยืน ปัจจุบันอาหารทะเล บนบก บนอากาศ หารับประทานเรียบหมด กลับไม่แข็งแรง
รับประทานอิ่มท้อง ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มก่อ ความไม่ดี อะไรเลวๆ ทำหมด ในโลกโลกีย์นี้ช่างน่าสงสาร
สมัยก่อน ไป๋เล่อเทียน ถามอาจารย์รังนกว่า ท่านนอนหลับอยู่บนต้นไม้ เวลาหลับจะตกจากต้นไม้ไหม แต่เขากลับไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่บนโลกโลกีย์นี้จะพลัดตกต่ำลงหรือเปล่า
มีคนรับประทานจนจุกตาย สนุกสนานจนตัวตาย แต่ไม่เคยมีใครบำเพ็ญจนตัวตาย
ในโลกนี้ที่ผูกมัดคนที่สุด คือ กามราคะ ร้ายกว่าบรรดาพิษร้ายทั้งหลายมาก หากตัดไม่ขาดจะเวียนว่ายทุกชาติภพ
พระพุทธทุกพระองค์ มองเรื่องกามตัณหาเป็นเรื่องสกปรกโสโครกที่สุด
บำเพ็ญพระโพธิสัตว์ธรรม ตัวเองจะต้องรู้จักสังวร
ศีลกาเมมิใช่ต้องตัดขาดการเป็นสามีภรรยา การเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามหลักธรรม ถูกต้องตามจริยา นอกเหนือจากการเป็นสามีภรรยาแล้ว ไปมีความสัมพันธ์กันผิดศีลกาเม ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนเพื่อกามสุขก็ผิดศีลข้อนี้ ความสัมพันธ์กันมิใช่คู่สมรส เป็นต้นเหตุปัญหาของสังคม ต้องตัดให้ขาด
กามตัณหาเกิดขึ้น ญาติทั้งหกมิยอมรับ ทำผิดศีลธรรมจรรยา ผิดมนุษยธรรม ทำผิดกฎหมายด้วย
สมัยโบราณผู้ออกบำเพ็ญตามป่าเขา ประพฤติผิดในกาม แม้กระทั่งลิง แพะ
กามราคะเปรียบเหมือนไฟ ลุกเผาไหม้ยากที่จะแก้ไข จะตัดรากเหง้า ต้องเริ่มจากแปรเปลี่ยนจิตใจให้สะอาดก่อน ให้จิตเกิดความสงบ อย่ารับประทานอิ่มจนเกินไป อยู่บ้านเดินเท้าเปล่าดีที่สุด ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นเย็นๆ จะลดไฟราคะลงได้
จะห่างจากกามราคะ จะต้องห่างหรืองดเว้นต่อสิ่งที่ง่ายต่อการชักนำก่อให้เกิดกามราคะ เช่น หนังสือวารสารโป๊-เปลือย เรื่องเริงรมย์ หนัง ทีวี อย่าให้ผ่านเข้าสู่นัยน์ตาดีที่สุด
ผู้ชายที่ชอบดูสิ่งเหล่านี้ ตายแล้วตาจะเน่าเฟะก่อน
หาเวลาอ่านหนังสือธรรมะ ท่องอ่านคัมภีร์ สวดมนต์ เกิดกามตัณหาขึ้น รีบสวดมนต์เพื่อสยบมารร้ายนี้ กามราคะค่อยๆ สงบลง
ตัดกามราคะเหมือนตัดเอ็นตีนวัว เป็นสิ่งที่ยากและทารุณยิ่ง
ปุถุชนที่ยังมีกิเลส ต้องอยู่ในขอบเขต สามีภรรยาเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยมนุษย์ ต้องเคารพเกรงใจกัน หากปล่อยใจให้กำเริบในกามราคะ คงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน หนึ่งค่ำ สิบห้าค่ำ วันเฉลิมวันสำคัญของพระพุทธพระโพธิสัตว์ ไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์
ระหว่างไว้ทุกข์ สามีภรรยาควรงดเรื่องเพศเว้น 49 วัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นความสุขช่วงสั้นๆ จะต้องรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสำคัญ เพื่อเป็นพลังในการสร้างครอบครัว เป็นคนต้องรักษาจริยะ มีจริยะจึงจะรักษาระเบียบครอบครัวได้
กามตัณหาเป็นรากของการเกิดตาย หากยังตัดไม่ได้ ยังคงเวียนเกิดเวียนตายอยู่
ยังไม่ได้แต่งงาน ครอบครัวที่เราอยู่ร่วมในปัจจุบันต้องบริหารจัดการงานต่างๆ ให้ดี สามี ภรรยา พ่อแม่ ครอบครัวบริวาร ต่างมีบุญสัมพันธ์จึงได้มาอยู่ร่วมกัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้บุญสัมพันธ์นี้กลมกลืนสมบูรณ์ หากชาตินี้ไม่จัดการงานต่างๆ ให้สมบูรณ์กลมกลืน ชาติต่อไปจะมีกรรมสัมพันธ์อีกช่วงหนึ่ง

การแต่งงานต้องแล้วแต่บุญสัมพันธ์ อย่าเที่ยวไปยินดีกับการแต่งงานของแต่ละคู่ ว่าการแต่งงานดีต่างๆนานา เพื่อชักจูงชี้แนะให้เขาได้แต่งงานกัน และอย่าต่อต้านการแต่งงานของคนอื่น แต่ละคนต่างมีบุญสัมพันธ์ที่ต่างคนต้องทำ ตามบุญสัมพันธ์ของแต่ละคนที่ต้องดำเนินตามธรรมชาติ
ต่อหน้าผู้ที่หย่าร้าง ต้องอย่ากล่าวสรรเสริญถึงครอบครัวที่สมบูรณ์ดีพร้อม
อย่าใช้สถานที่สาธารณกุศลเป็นที่ติดต่อสัมพันธ์ความรักกัน เพราะเป็นที่บริสุทธิ์สูงส่ง หากต่างมีบุญสัมพันธ์กัน จะคบหากันนอกสถานที่สาธารณกุศลได้
หนุ่มสาวต้องรักบริสุทธิ์ รักตัวเอง จะแต่งงานต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ก่อน ต้องปฏิบัติถูกต้องตามจริยประเพณี จึงจะเป็นสามีภรรยากันได้ อย่าชิงสุกก่อนห่ามทำผิดจริยระเบียบ
สิ่งที่เป็นพันธะผูกมัดที่สุดคือกามตัณหา หากยากที่จะตัดขาดใช้วิธีปลงอนิจจังทางพุทธเข้าช่วย (ปลงอสุภกรรมฐาน) ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยสิ่งโสโครก มีขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ เป็นสิ่งสกปรกทั้งหมด
เรามองคนในโลกนี้ว่าในอดีตชาติอาจเป็นพ่อแม่พี่น้องเรามาก่อน สาธุชนที่เกิดมาจากอายาตนหก อดีตชาติก็เคยเป็นพ่อแม่เรามาก่อน มิอาจล่วงเกินได้ ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนทางกามสุข ผิดคุณธรรมอย่างยิ่ง
เลี้ยงสุนัขเพศผู้กับเพศเมีย ผสมพันธุ์เอาลูกสุนัขขาย ผู้บำเพ็ญไม่ควรทำ
ขี่ม้าแรงสะเทือนทำให้เกิดกามราคะ เป็นการทารุณสัตว์ด้วย ผู้บำเพ็ญไม่ควรฝึกขี่ม้า


กรรมสนองจากการผิดศีลกาเม

ตกนรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย เพราะการกระทำเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ผิดศีลธรรมจรรยา
หากเกิดเป็นคน ได้ภรรยาไม่ซื่อสัตย์ไม่บริสุทธิ์ ภรรยาเพื่อนอย่ารังแก หากไม่ละเว้น ภรรยาตัวเองต้องกรรมสนอง อย่าทำลายรังนก รังมด ชาติต่อไปอาจถูกทำลายบ้านแตกได้
กามราคะเป็นเหตุ เกิดตายเป็นผล ถือศีลปฏิบัติโพธิสัตว์ธรรม ต้องตัดด้านนี้ก่อน พระโพธิสัตว์กลัวเหตุ หากยังมีกามคุณเหตุต้นผลกรรมยังไม่ตัด ยากที่จะหลุดพ้นสามภพ พ้นเวียนว่ายได้ จะตัดขาดความเป็นสามีภรรยา ความสัมพันธ์ชายหญิงเป็นเรื่องยากยิ่ง หากถือศีลงดเว้น ปฏิบัติมนุษยธรรมที่ดี แต่งงานถูกต้องตามประเพณีก็ได้ เหตุเพราะกามคุณเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของคน หักห้ามกดทับไว้ ไม่สู้เราตัดขาดเลย


ผลจากการรักษาศีลกาเม

ชีวิตทุกอย่างสมประสงค์ ห่างไกลจากความสับสน มีฌานสมาธิมากขึ้น ก่อเกิดปัญญา
มีศีลกาเม เกิดเป็นคน พ่อแม่ เครือญาติ บุตรภรรยา ครอบครัว บริวาร สะอาดบริสุทธิ์ไม่สับสนวุ่นวาย กตัญญู มีเพื่อนดี ลูกหลานดี เป็นหญิงไม่ด่างพร้อย
ฟ้าคนเคารพนับถือ ได้รับการสรรเสริญ
ตัดกามคุณ เป็นพระพุทธ รูปลักษณ์สง่างาม
หลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย


ศีลข้อที่ ๔ งดเว้นการพูดเท็จ
(มุสาวาทา เวรมณี)

พูดโกหก รวมทั้งปากร้าย ลิ้นสองแฉก คำเยินยอ โกหกหลอกลวง (พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด)
เกิดเป็นคนพูดเก่ง วาทศิลป์แพรวพราว เพิ่มพูนปัญญาให้กับคนฟัง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการพูด เป็นคนที่มีวาทศิลป์คล่องแคล่วคารมฝีปากดี ต้องไม่เป็นคนโกหกหลอกลวงมาก่อนสามชาติ
พูดโกหกหลอกลวงมากเกินไป กรรมที่มาสนองคือ เป็นใบ้หรือพูดไม่ชัด
พ่อค้าง่ายต่อการพูดโกหก ศีลข้อนี้ปฏิบัติได้ยากหน่อย ทางที่ดีต้องคิดว่า เงินที่เราได้กำไรมา เป็นเงินที่เขาจะนำไปกินดื่ม เล่นพนันเที่ยวเสเพล เราได้ทำกำไรมาจากเขา นำไปช่วยเขาทำบุญ ต้องทำจริงด้วย อย่างนี้อาจชดเชยคำเท็จได้บ้าง
ผู้ชายมีคำพูดไพเราะน่าฟัง เป็นคำปลอบใจภรรยา เพื่อสื่อภาษาของความรัก ไม่นับเป็นการโกหก พูดกับหญิงอื่นถือเป็นคำเยินยอ เป็นคำเท็จ
นักการเมืองระหว่างหาเสียงพูดเด็ดขาด กล่าวคำสบถสาบาน ปากพูดจาไว ต้องการเอาชนะรักษาตำแหน่งเอาไว้
ครูอาจารย์สอนให้คนเป็นคนดี แต่กลับไปเป็นพ่อค้าวาณิชย์
ดารานักร้องคุยโวโอ้อวดเสริมแต่งตัวเอง ทั้งหมดผิดต่อการพูดเท็จได้
ฉุดช่วยคนแล้วต้องติดตามส่งเสริม เหมือนตามบริการหลังการขาย ต้องจริงใจไปส่งเสริม อย่าพูดว่า ถ้าเธอรับธรรมะแล้วตั้งตำหนักพระ อาการป่วยเป็นโรคก็จะหายได้
มีความเป็นไปได้มากเท่าไรก็พูดความจริงเท่าที่เป็น อย่าพูดเกินกว่าความจริง นักปรัชญากล่าวไว้ว่า พูดโกหกหนึ่งคำ ต้องพูดโกหกอีกสิบคำมาปิดบังอำพรางคำที่โกหกไว้ พูดโกหกเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นคนชอบพูดโกหก พาให้กลายเป็นภัยออกทางปากจากคำพูด กลายเป็นการฆ่าคนโดยไม่เห็นโลหิต
คนว่างงานไม่มีอะไรทำ บ้านเหนือพูดที บ้านใต้พูดที พูดแต่เรื่องไร้สาระ เสียเวลาไม่เกิดประโยชน์
อย่านำความลับของคนอื่นไปเปิดเผย พูดแต่สิ่งร้ายสิ่งไม่ดีของคนอื่น ผู้หญิงทำผิดข้อนี้ง่ายกว่า ตายแล้วปากจะเน่าก่อน
ศีลมุสาค่อนข้างถือยาก คำพูดในชีวิตประจำวันอย่าไปทำร้ายเขา อย่าใช้คำพูดทำให้เขาเกิดโทสะ อย่าใช้คำพูดปลิ้นปล้อนเกินไป อย่าใช้คำพูดของเราทำให้สามีภรรยาทะเลาะแตกแยกกัน เรื่องของสามีภรรยาเป็นเรื่องระหว่างเขาเอง เราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ใช้ลิ้นของเราย้อนกลับเข้าบำเพ็ญ อย่าปล่อยออกมาให้มีเรื่อง ใช้คำพูดให้คนฟังได้ประโยชน์
ใช้คำพูดไม่ไปทำลายคนอื่นแต่ให้คุณ จะผูกบุญสัมพันธ์ได้กว้างขวาง
ผู้มีอาชีพใช้ปากหาสตางค์ ผู้บำเพ็ญต้องระวัง
ทนายความ อัยการ โบราณกล่าวไว้ว่า หนึ่งชาติทำหน้าที่นี้ เก้าชาติเกิดเป็นวัวควาย ผู้รับหน้าที่ดังกล่าวเพียงคำพูดคำเดียวจะให้เขาเป็นหรือตายก็ได้ ต้องระมัดระวังเสียงสะท้อนด้วย ต้องยุติธรรม อย่าให้มีนิสัยการติดสินบน หากอยู่ในอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษได้ จะทำให้ชีวิตคนผิดพลาดได้
หมอดู ผู้เป็นหมอดูมักกล่าวว่า หากเธอไม่เช่นนี้ ไม่เช่นนั้น จะมีผลอะไรตามมา ฯลฯ อะไรทำนองนี้ นี่คือปากวาจากล่าวร้าย ผู้ประกอบการดังกล่าวนี้ พูดจาต้องผ่อนหนักผ่อนเบา นุ่มนวลละมุน ละไม เสนอแนะพอประมาณก็พอ
อาจารย์ดูภูมิทัศน์ ง่ายต่อการพูดว่าหากเธอยังไม่บำเพ็ญ หลังจากนี้กี่ปี จะเกิดอย่างนั้น เกิดอย่างนี้ เป็นคำพูดเด็ดขาด ทำร้ายคนอื่น
บรรพชนใครเสียชีวิต เชิญนักพรตสวดมนต์ฉุดช่วยส่งวิญญาณ หากนักพรตท่านฉุดช่วยส่งวิญญาณได้จริง พญายมคงจะเกรงกลัวนักพรตแน่ หนี้กรรมที่ผ่านมาสามชาติ บัญชีนี้จะหักลบกันอย่างไร นี่คือวิธีการที่เคยกระทำกันมาเพื่อให้คนมีความสบายใจ หากจะสวดมนต์ ต้องหานักพรตที่ถือศีลกินเจ หากมิได้ถือศีลกินเจกรรมเวรของนักพรตเองกองใหญ่ ตัวเองยังฉุดช่วยไม่หมด แล้วจะฉุดช่วยผู้อื่นได้อย่างไร
สามชาติมิได้พูดเท็จ ลิ้นแลบแตะจมูกได้ โคนลิ้นแดงสีชมพู คนริมฝีปากหนามีธรรมประจำใจดีงาม สตรีที่มีฟันซี่ใหญ่และหนาช่วยสามีบริหารครอบครัวรักษาทรัพย์สมบัติ ฟันห่างเป่าลมลอดออกมาได้ ซี่ฟันเล็กเหมือนฟันหนูเป็นคนเล่ห์เหลี่ยมมาก ฟันเหลื่อมล้ำไม่เสมอกัน ชาติก่อนพูดโกหกไว้มาก ผู้หญิงเสียงแหลมสูงเป็นคนดุร้าย เสียงต่ำเกินไปเป็นข้อเสียทางกิริยาวาจา หญิงที่มีเสียงนุ่มนวลละมุนละไม เป็นคนมีบุญวาสนา มีสง่าราศี คิ้วยาวกว่าตา ได้รับการคุ้มครองจากคนในครอบครัวและคุ้มครองชนรุ่นหลังได้ด้วย
ผู้บำเพ็ญไม่ดูหมอ ชะตาชีวิตไม่ดีเปลี่ยนแปลงได้ จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตต้องเริ่มจากจิต หากเปลี่ยนแปลงแต่หน้าตา ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต อวัยวะทั้งห้าไม่น่าดู พูดจาไม่ชัดเจนกำกวม ไม่มีวาทศิลป์ หากรักษาศีลมุสาได้ จึงจะไม่มีอุปสรรค
ถือศีลเจมิใช่เพียงไม่ทานเนื้อสัตว์ ศีลเจปากต้องไม่ปากร้ายลิ้นสองแฉก ไม่เยินยอ ไม่โกหกหลอกลวง
ผู้ชายอย่าออกปากมีแต่คำหยาบ ผู้หญิงด่าสามีด่าลูก อย่าให้มีได้ยินคำด่าทอตลอดเวลา
หากใครมีปัญหาครอบครัวอย่ายุให้เขาหย่าร้างกัน หรือกลับพูดจาทิ่มแทงซ้ำเติม ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายขึ้น ไม่เพียงผิดศีลมุสายังผิดศีลปาณาด้วย
เพื่อฉุดช่วยเวไนยหรือช่วยแก้ปัญหาให้เขา โกหกหลอกด้วยความหวังดีไม่ถือว่าผิดศีล
ผู้บำเพ็ญต้องห่างไกลจากการกล่าววาจาร้าย ห่างจากใช้วาจารบกวนทำให้วุ่นวาย อย่าใช้วาจาทำลายให้เขาเป็นทุกข์
อย่าไว้ใจคนมากเกินไป บอกความในใจออกมาหมด เพื่อป้องกันวันข้างหน้า จะถูกนำคำพูดนี้ไปเล่าผิดๆ อยู่ในทุกที่พูดจาให้คุณกับทุกคนดีที่สุด อย่าพูดทางลบของผู้อื่น อย่างนี้จะหลีกเลี่ยงการนำไปเล่าต่อผิดๆ ได้
ลิ้นเป็นอวัยวะที่อ่อนนุ่ม แต่ร้ายกว่ามีดนัก เรื่องไม่ดีมากมายล้วนออกจากปาก อีกทั้งลิ้นเป็นตัวก่อขึ้น เคราะห์ภัยออกจากปาก หยุดเคราะห์ภัยต้องหุบปาก หากจะพูดต้องพูดจาให้มีประโยชน์ หากไม่ระวังกล่าววาจาไม่ดีออกมา ต้องสำนึกขอขมาบาป นำจิตใจที่สำนึกละอายต่อผิดบาปมาแก้ไข
คนผิดหวังต้องการคนมาปลอบใจ ต้องยืนอยู่ในจุดยืนของเขาเพื่อปลอบโยนเขา ถ้าใช้จุดยืนของเรา ใช้ความเห็นของเราเพื่อให้เขายอมรับเท่ากับเข้าข้างตัวเอง
เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบให้ชัดเจน อย่าตัดสินโดยลวกๆ อย่างเช่นลูกศิษย์ของท่านขงจื้อกำลังต้มข้าวต้มให้ท่านขงจื้อ บนเพดานมีอะไรหล่นลงในหม้อข้าว ลูกศิษย์กลัวท่านขงจื้อรับประทานเข้าไปทำให้ท้องเสีย ใช้มือหยิบขึ้นมา
ท่านขงจื้อเห็นเข้าจึงตำหนิว่าขาดมารยาท ทำไมรับประทานก่อนอาจารย์ ลูกศิษย์จึงได้อธิบายท่านขงจื้อทราบแล้ว
ท่านขงจื้อเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด แล้วบอกให้ทุกคนฟังว่า ข้าพเจ้าได้เห็นกับตาตนเอง ยังปรักปรำคนอื่นได้ สำมะหาอะไรที่มีคนมาเล่าให้ฟัง โดยผ่านจากคนที่สามมาเล่าต่อ ยากที่จะไม่บิดเบือนจากความจริง
ก่อนที่จะตัดสินถูกผิด ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อย่าฟังความจากการเล่า อย่าเดาโดยมีจิตใจระแวงสงสัย จึงจะไม่เกิดผิดถูกขึ้นมา ทำให้คนถูกสอบล้มหายไป
พระอริยเจ้ายังเข้าใจผิดได้ สามัญชนคนธรรมดาจะเป็นอย่างไร
นักการเมืองมีกรรมสนองกรรมไม่จบสิ้น ผู้บำเพ็ญต้องหนีห่างจากการเมือง อย่าไปร่วมกับเขาออกไปหาเสียง พูดจารบกวนจิตใจคน หากมีญาติเข้าร่วมการเมือง อย่าลงไปร่วมกับเขา
ญาติธรรมหญิงอายุยังเยาว์วัย จะฉุดช่วยคนส่งเสริมคน มีจิตเมตตาก็พอแล้ว อย่าให้เกิดมีความรักใคร่สนิทสนมกันเกิดขึ้น อย่าให้ฝ่ายชายเข้าใจผิดว่าเธอมีความหมายกับเขา หากมีความหมายจริงก็จงคบกันอย่างซื่อสัตย์สุจริต


กรรมสนองจากการผิดศีลมุสาวาทา

ตกนรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย
มักถูกติฉินนินทากล่าวร้าย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกีดกัน ถูกขับไล่
ถูกเขาหลอกลวง ง่ายต่อการถูกฉ้อโกง กล่าวโทษ
วาจาไม่มีคนเชื่อถือ คำพูดไม่มีคนยอมรับ
คำพูดกำกวม ปากแหว่งโดยกำเนิด ไม่มีลิ้น พูดไม่ชัด
ไม่ได้มรรคผล จะบำเพ็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จมรรคผล
กลิ่นปากเหม็น รักษาไม่หาย กลิ่นตัวแรง หากกินเจกลิ่นจะลดลงบ้าง ยิ่งกินเนื้อสัตว์กลิ่นยิ่งรุนแรงหนักขึ้น

ผลจากการถือศีลมุสาวาทา

ปากสะอาดหมดจด กลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว ไม่ต้องฉีดน้ำหอม กลิ่นหอมเองโดยธรรมชาติ พระพุทธมิได้กล่าวลอยๆ แลบลิ้นปิดหน้าได้ทั้งหมด ศพถูกเผาแล้วฟันทุกซี่อยู่ในสภาพปกติ
เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป
ใจเกิดปีติ ผู้คนยินดี ไม่กล่าวคำเท็จ ยินดีที่มีชีวิตอยู่ในท่ามกลางความจริง
ชาติหน้า ยินดีที่ได้ยินเสียงที่ดี ไม่มีเสียงมารบกวนทำให้สับสน มาทำร้าย
เพิ่มพูนเกียรติคุณ ไม่มีอุปสรรค ปัญญามิอาจประมาณ


ศีลข้อที่ ๕ งดเว้นการเสพสุราเมรัย
(สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี)

เหล้ามิใช่ของคาว แต่มันเป็นสิ่งเริ่มต้นของบาปกรรมทั้งปวง เหล้าลงคอฆ่าสัตว์ ลักขโมย ผิดศีลกาเม พูดเท็จ เกิดจากจิตใจที่เมามัว หลังสร่างเมาจึงเห็นความเป็นไปที่แน่นอน ต้องหยุดดื่ม จึงเรียกศีลหยุดไม่ดื่ม
ดื่มสุรามีผิดอะไร
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงให้ถือดื่มสุราเป็นศีลห้าม
สิ้นเปลืองเงินทอง บุญวาสนาถูกลดทอน อย่าดื่มเหล้าและอย่านำเหล้าไปกำนัลคนอื่น ถือศีลข้อนี้ยังซื้อเหล้าแจกอยู่ เกิดห้าร้อยชาติมือกุด เกิดเป็นไส้เดือน กลับจากต่างประเทศอย่าช่วยคนนำเหล้าเข้ามา
ทุกรากปัญญามืดบอด ปัญญาหดหาย
ปัจจุบันเจ็บป่วยบ่อย กินอาหารได้น้อย ดื่มเหล้าง่ายต่อการเป็นโรคตับ โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะ
เพิ่มความโกรธ ต่อสู้แย่งชิง ทำร้าย เข่นฆ่า
กามราคะลุกโชติช่วง ขณะเมาเหล้าธรรมจริยาทุกอย่างหายหมด
ออกจากบ้านแต่งตัวภูมิฐาน เหล้าเข้าปากผ่านไปสามแก้ว เมาไม่ได้สติ ขาดมารยาท ปากพ่นคำหยาบ อาการน่าเกลียดทุกอย่างแสดงออก ก่อปัญหาให้ครอบครัวมากมาย
เปิดเผยความลับ ธุรกิจล้มเหลว วงการค้าเหมือนสนามรบ พอเมาเหล้าเปิดเผยความลับทางการค้าทุกอย่าง เป็นลูกจ้างถูกนายจ้างตำหนิให้ออกจากงาน หากตัวเองเป็นเถ้าแก่บุญวาสนาไม่พอ ไม่เกินสองเดือนอาจเจ๊งได้
พ่อแม่ไม่ชอบ ครอบครัวบริวารหนีห่าง กลิ่นเหล้ารุนแรง ผู้คนรังเกียจ ชนรุ่นต่อไปทำตามอย่าง
ทุศีลเจ ทำผิดบาป หลังดื่มเมาแล้วศีลเจอะไรก็ไม่รู้หมด รักษาไม่อยู่ ไม่เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพ
คนดีหนีห่าง ใกล้ชิดคนชั่ว รวมกลุ่มกับคนเมาด้วยกัน คบเพื่อนดื่มเหล้ากินเนื้อสัตว์
จิตใจสับสน ห่างไกลฌานสมาธิ จิตใจไม่สงบ จิตใจฟุ้งซ่าน
มักทำผิดคุณธรรม
มักเป็นคนผิดหวัง ทุกข์
สูญเสียเวลา ความเคยชินไม่ดีแก้ยาก
ร่างกายทรุดโทรม ชีวิตดับสูญตกนรกอเวจี
เพื่อความจำเป็นการรักษาโรคภัย ยามีส่วนผสมของเหล้า แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้เมา ยาทาภายนอกผสมเหล้าได้
ยาดองเหล้าบำรุงร่างกายไม่ควรดื่ม ร่างกายแข็งแรงเกินจะเพิ่มความกำหนัดไม่ดี


กรรมสนองจากการผิดศีลสุราเมรัย

ตกนรก เกิดเป็นคนโง่เขลาไม่เชื่อธรรม

ผลจากการถือศีลสุราเมรัย

ปัญญาแจ่มใส จิตสงบสุขเกษม ได้เกิดเป็นนักบวช เป็นอาจารย์บรรยายธรรม ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่เผอเรอ
ถือศีลทั้งสี่ข้อนี้ จะไม่ทำผิดโทษหนัก รักษาศีลฆ่า ลักขโมย กาเม พูดเท็จ

................

บทความจากอินเตอร์เน็ต



http://www.dhammajak.net/sila/5-4.html

โรคริดสีดวงใจ Spiritual Phobia

โรคริดสีดวงใจ Spiritual Phobia


โรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงจมูก โรคริดสีดวงตา
โรคทั้งสามข้างต้นมีอาการเจ็บปวดตั้งแต่น้อยไปหามาก ผู้ป่วยจึงดิ้นรนหาหมอ แต่โรคริดสีดวงใจนั้น ไม่ค่อยมีใครรู้ตัวหรืออยากแก้ไขสักเท่าไร
จะเรียกว่าโรคเวรโรคกรรมจริงๆก็ได้
แต่ที่จะรู้สึกและมีอาการเหมือนกันก็คือ มันทุกข์
ที่ไม่ค่อยจะรู้ตัวเพราะมัน หลง โกรธ โลภเป็นไฟลามเชื้อจนมีโรคทางใจอื่นๆตามมา
เป็นๆหายๆจนข้ามภพข้ามชาติ หรือว่ามันคงจะ" มัน...........สนุก" กระมัง จึงวนเวียนมาเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแล
นักปราชญ์ข้างถนน
ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมให้อยู่เป็นสุข โดยธรรมสุจริต "ตดเกิดตดดับ"โดยพอเพียง
ริดสีดวงทวาร
(Hemorrhoid)
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
ริดสีดวงทวาร (อังกฤษ: hemorrhoid) เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีอาการของโรคนี้ ผู้ป่วยมักจะเก็บอาการของโรคไว้เป็นความลับส่วนตัวเป็นเวลานานกว่าจะไปพบแพทย์ ในปัจจุบันมีวิธีรักษาที่ถูกต้องมากมายหลายวิธีที่สามารถขจัดปัญหาโรคริดสีดวงทวารหนักได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด
โรคริดสีดวงทวารหนักเป็นโรคที่มีการบันทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดโรคหนึ่ง โรคนี้คล้ายเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่สัตว์ที่สามารถยืนตัวตรงได้ เพราะจะไม่พบโรคนี้ในสัตว์สี่เท้าเลย บันทึกครั้งแรกของโรคนี้พบในสมัยกรีกและอียิปต์โบราณประมาณ 1700 ปีก่อนเริ่มคริสต์ศักราช หรือ 1200 ปีก่อนพุทธศักราช และมีข้อมูลการรักษาโรคนี้บันทึกติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เช่น การจี้ด้วยเหล็กเผาไฟ การจี้ด้วยสารเคมี การผูกรัด เป็นต้น การรักษาสมัยใหม่กำเนิดมาไม่ถึงร้อยปีพร้อมกับการกำเนิดของศัลยแพทย์สาขาโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในปัจจุบันได้กลายเป็นวิธีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งได้ผลดีมาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาโรคแทรกซ้อน
เนื่องจากเป็นโรคที่พบบ่อยมากและผู้ป่วยมักอายที่จะมาพบแพทย์ จึงมักได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดปัญหาโรคแทรกซ้อนตามมาก ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการรูทวารหนักตีบตัน ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ มักเกิดจากรักษาโดยการจี้ก้อนริดสีดวงด้วยธูป, ความร้อน, จี้ด้วยกรดหรือสารเคมีที่กัดผิวหนัง ฉีดสารเคมีที่ไม่ถูกต้องลงไป รวมทั้งการผ่าตัดที่มากเกินไป ผู้ป่วยรูทวารหนักตีบตันมักมีอาการอย่างมาก จนไม่สามารถสอดนิ้วก้อยหรือปลายเครื่องมือเล็ก ๆ เข้าไปได้ ผู้ป่วยจะถูกตัดเอาผิวหนังและเยื่อบุรอบรูทวารหนักที่ตีบตันออก แล้วจึงนำผิวหนังบริเวณกันมาทดแทน ใช้เวลารักษาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ทวารหนักใหม่ใช้การได้ดี จึงสามารถผ่าตัดปิดทวารเทียม (ลำไส้ใหญ่ที่เปิดให้ถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง) ที่เปิดที่หน้าท้องได้[1]
ริดสีดวงทวารเป็นส่วนหนึ่งของรูทวารหนักของมนุษย์ อาจมีการบวมหรืออักเสบเกิดเป็นพยาธิสภาพได้ ในสภาพปกติริดสีดวงทวารซึ่งประกอบด้วยทางเชื่อมต่อระหว่างระบบเลือดแดงกับระบบเลือดดำและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะทำให้บริเวณรูทวารหนักมีความอ่อนนุ่มทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย ริดสีดวงทวารที่มีพยาธิสภาพอาจทำให้มีอาการได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับชนิด ริดสีดวงทวารชนิดภายในอาจทำให้มีเลือดออกทางทวารหนักได้โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ในขณะที่ริดสีดวงทวารชนิดภายนอกจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก
การรักษาริดสีดวงทวารมักทำโดยให้กินอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ แก้ปวดด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แช่น้ำอุ่น (sitz bath) และการพักฟื้น การผ่าตัดจะมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการดังกล่าวนี้แล้วไม่ดีขึ้นเท่านั้น
ริดสีดวงจมูก
คือการที่เยื่อบุจมูกหรือไซนัสมีการอักเสบและบวม จนยื่นออกมาเป็นก้อน ทำให้โพรงจมูกและ/ หรือไซนัสแคบ ริดสีดวงจมูกนี้ เป็นก้อนเนื้องอกในโพรงจมูกชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นโรคทางจมูกและไซนัสที่สร้างปัญหาให้กับทั้งตัวผู้ป่วยเองและแก่แพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งได้แก่ปัญหาเรื่องการเกิดเป็นซ้ำและการเกิดไซนัสอักเสบร่วมด้วย ทำให้เกิดความเข้าใจทั้งในหมู่ประชนทั่วไปและในหมู่แพทย์เองว่ารักษาไม่หาย ผู้ป่วยบางรายได้รับการผ่าตัดหลายครั้งก็ยังเกิดเป็นซ้ำได้อีก
สาเหตุ
จนถึงปัจจุบันสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดริดสีดวงจมูกยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตามมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่อาจมีส่วนในการเกิดริดสีดวงจมูก ได้แก่
1. การอักเสบเรื้อรังและการติดเชื้อซึ่งกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ ของเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัส ซึ่งมีผลทำให้เกิดการบวมของเยื่อบุ
2. ความผิดปกติของการตอบสนองของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือดและภาวะความไวเกินของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัสทำให้เกิดการบวมของเยื่อบุ
3. ความผิดปกติของกระแสลมที่ผ่านเข้าไปบริเวณซึ่งเป็นต้นตอของริดสีดวงจมูก ได้แก่ บริเวณโพรงจมูกส่วนกลาง และบริเวณรูเปิดของไซนัส
ริดสีดวงจมูกที่เกิดขึ้นโดยมีความสัมพันธ์หรือเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ
ริดสีดวงจมูกอาจเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ หรืออาจเป็นผลที่เกิดจากการอักเสบซึ่งสัมพันธ์กับโรคเหล่านั้น หรือเป็นผลที่เกิดท้ายสุดของโรค ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าริดสีดวงจมูกอาจเกิดจากสาเหตุหลายๆ ประการ โรคที่พบว่ามีริดสีดวงจมูกเกิดร่วมด้วย ได้แก่ โรคหืดในผู้ใหญ่ชนิดที่เกิดและไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้, ภาวะการแพ้ยาแอสไพริน, ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, เยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และชนิดไม่แพ้
ริดสีดวงตา

ริดสีดวงตา
เกิดขึ้นจากเชื้อที่อยู่กึ่งๆ ระหว่างไวรัส (ไวรัสคือเชื้อโรค ขนาดที่เล็กมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาไม่เห็น เช่นพวกไข้ หวัด โปลิโอ หัดต่างๆ) กับเชื้อแบคทีเรีย พบได้ทั่วโลก และยังถือกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในโลกนี้ตาบอด พบมากในอาฟริกาเหนือ ประเทศรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศต่างๆ ในเอเซีย ประเทศไทยเราพบมากในภาคอีสาน ในกรุงเทพฯ พบน้อยลง แต่ก็ยังพบอยู่ได้เสมอๆ
การติดต่อนั้นต้องได้รับเชื้อโดยตรง คือจากคนหนึ่งไปสู่อีก คนหนึ่ง อาจผ่านเครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดหน้า เครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้รวม กัน การติดต่อนี้ส่วนใหญ่จะต้องอยู่ร่วมกันนานพอสมควรจึงจะติดมาได้ เช่น ถ้าเราไม่เป็นริดสีดวงตาแล้วไปเที่ยวภาคอีสานสอง สามวัน โอกาสที่จะติดริดสีดวงจากผู้ที่เป็นอยู่แถวนั้นจะมีน้อย มาก จึงพบว่าริดสีดวงมักจะเป็นกันในครอบครัว คือลองตรวจพบ เข้า 1 คนถ้าเรียกเอาญาติพี่น้องที่อยู่ร่วมกันมาตรวจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะเป็นกันหมด
อาการของริดสีดวงตาแบ่งออกเป็น 4 ระยะคือ
1. ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง นํ้าตาไหล และมีขี้ตา เหมือนโรคตาแดงที่เกิดจากเชื้ออื่นๆ ทั่วๆ ไป การวินิจฉัยค่อนข้างลำบาก นอกเสียจากเกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในถิ่นที่มีริดสีดวงชุกชุม
2. ระยะที่เป็นริดสีดวงแน่นอนแล้ว ระยะนี้การอักเสบยังมีอยู่แต่ค่อนข้างจะน้อยกว่าระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการน้อยลง ถ้าพลิกตาดู จะพบเยื่อบุตาหนาตัวขึ้น แล้วนูนเป็นตุ่มๆ
3. ระยะเริ่มมีแผลเป็น การอักเสบต่างๆ ลดลง ตาจะ เคืองน้อยลง ถ้าตรวจดูเชื้อจะพบว่าสิ่งที่แสดงว่ามีเชื้ออยู่จะลดลง ไปจนเกือบจะไม่เห็นพิษที่ตัวริดสีดวงปล่อยออกมาทำลายเนื้อเยื่อ ต่างๆ จะออกฤทธิ์เต็มที่ พร้อมกับจะมีพังผืดเข้ามาแทรกทำให้เกิด มีแผลเป็น
4. ระยะของการหาย เชื้อริดสีดวงจะหมดไปเอง จะ รักษาหรือไม่ก็ตาม แผลเป็นต่างๆ จะหดตัวมากขึ้น ระยะนี้เองที่ เป็นระยะที่ทำให้คนไข้ตาบอด เพราะจากการหดรั้งจะทำให้เกิด ขนตาเกทิ่มตาดำเกิดเป็นแผล และขุ่นมัวในที่สุด นอกจากนี้ แผล เป็นจะอุดท่อนํ้าตา ทำให้นํ้าตาไหลหรืออุดต่อมนํ้าตาทำให้ตาแห้ง และอีกหลายๆ อย่าง
แต่บางคนเป็นแล้วหายเองแล้วก็ไม่มีผลเสียหายมากเลยก็เป็นได้ เพราะการที่จะเกิดผลร้ายตามหลังนั้น มักจะต้องมีการเป็นขึ้นมาอีก เพราะริดสีดวงไม่มีภูมิคุ้มกันนานไปตลอดชีวิต เช่น หัด เมื่อหายแล้วจึงเป็นใหม่อีกได้
การป้องกัน เป็นเรื่องของสุขศึกษา และเป็นโครงการใหญ่ เพราะต้องป้องกันในคนหมู่มาก ปัจจุบันได้มีคนพยายามทำ วัคซีนแต่ก็ยังมิได้นำออกมาใช้ให้แพร่หลาย เพราะผลอาจจะยัง ไม่ดีพอ
การแก้ไขรักษา เนื่องจากริดสีดวงตา เกิดจากเชื้อกึ่ง
ไวรัส จึงถูกควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะไม่เหมือนกับพวกไวรัส ริดสีดวงตาจึงเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ ระยะที่เราต้องการให้หาย คือ ระยะหนึ่งหรือระยะสอง เพราะถ้าหายในระยะนี้ ผลตามมา จะไม่มีเลย ตรงกันข้ามถ้าเลยเข้ามาในระยะ 3-4 แล้ว ไม่ค่อยมีประโยชน์นักที่เราจะฆ่าตัวริดสีดวง เพราะตัวมันเองตามระยะ ของโรคก็ได้ตายและได้ปล่อยพิษออกมาแล้ว จะฆ่ามันหรือไม่ผล ที่จะตามมาก็ต้องเกิดตามมา
การรักษาระยะแรก ยาที่ได้ผลดีคือยาปฏิชีวนะพวก ซัลฟา การรักษาต้องใช้เวลานานอย่างน้อยประมาณ 2 เดือนขึ้น ไป และต้องมาตรวจอยู่เสมอๆ ว่าหายหรือเป็นขึ้นมาอีก
ส่วนการรักษาในระยะหลังด้วยยาไม่มีประโยชน์อะไร การ รักษาส่วนใหญ่ต้องเป็นการผ่าตัด ซึ่งถ้าไม่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป ก็จะให้ผลดี

ดาบเด็ดเดี่ยว ภาคพิเศษย้อนรอยยอดยุทธ

ดาบเด็ดเดี่ยว ภาคพิเศษย้อนรอยยอดยุทธ

                  วิบากกรรม ชักนำ ซึ่งความรัก
                  ได้ประจักษ์ เห็นแจ้ง ก็ครานี้
                  พบและจาก หลายภพ ก็ตามที
                  แต่กลับหนี ไม่พ้น ความงดงาม

                  แต่ปางก่อน หลายภพ ที่ผุดขึ้น
                  ล้วนถูกดึง ให้ได้พบ สิ่งทั้งสาม
                  ทั้งงามนอก งามใน ใจงดงาม
                  จึงติดตาม ต่อภพ ทุกชาติไป

                  มาครานี้ เภทภัย คุกคามโลก
                  เป็นความโศก ใจเหือดแห้ง ที่ไหนไหน
                  หากหลงผิด สิ้นคิด ทุกแห่งไป
                  สว่างได้ มีเพียง แต่แสงธรรม


               


                 ความรัก แม้จะมีคุณค่ามากมาย แต่จะมีผู้ใดกกล้าล่าววาจาโต้แย้งกับคำพูดที่ว่า
                 " เมื่อมีความรักเฮือกแรกแห่งลมหายใจ เมื่อนั้นจะเป็นลมหายใจนเฮือกสุดท้ายแห่งความฉลาด "

                                                                   มีดบิน
               
 

            แม้นสู้ทน ฝึกยุทธ จนแคล่วคล่อง
             ดาบก็ว่อง จิตก็ไว สมาธิมั่น
             ออกจากฝัก ดาบนั้น สะบัดพลัน
             ไม่หุนหัน ถูกเป้าหมาย ขาดทันที

             บุญก็มี วาสนา ตามเสริมส่ง
             อาจารย์ส่ง ตามมา ส่งเสริมศรี
             วิทยายุทุธ ก้าวล้ำ เดินหน้าดี
             เร่งวิถี ฝึกฝน เป็นยอดคน

             รู้เรื่อยเรื่อย มาเรียงเรียง เพียรฝึกฝน
             ร่ายรำตน ด้วยลีลา กลางเวหน
             สะบัดมือ สะบัดเท้า ด้วยจิตตน
             จิตฝึกฝน สติตั้ง ปัญญาตาม

              ฝึกไม่เลิก ทุกชั่วยาม ตามที่จิต
              ให้สติ รู้ตัว ทุกสนาม
              สติมั่น สมาธิ เฝ้าติดตาม
              จนได้สาม ยอดวิชา เลื่องลือไกล

               ฟงหยุนถี่ ลีลา รวดเร็วยิ่ง
               พลังนิ่ง กว่าอื่นอื่น เป็นไหนไหน
               ดาบอัคคี สายฟ้า ฟาดฟันไกล
               ไม่หวั่นไหว กระบี่เพชร อยู่ในมือ

               อีกทั้งยัง มียอด ฝ่ามือเทพ
               ที่สรรค์เสก อ่อนเป็นแข็ง ใครกล้าหือ
               สะบัดมือ สิบแปดท่า อันเลื่องลือ
               สนั่นมือ เทพมังกร พิชิตมาร

               นอกจากนี้ ยังได้พบ ธรรมวิเศษ
               ละกิเลส ไปได้ อย่างห้าวหาญ
               จิตสงบ ใจไม่สั่น เมื่อเจอมาร
               ใจประสาน ถ่ายทอด ปราณออกมือ

                แต่ที่ยาก ไปกว่า ธรรมทั้งผอง
                ไม่ได้ลอง แต่ได้พบ ตามกรรมถือ
                วิ่งตามภพ ตามชาติ ยากรับมือ
                ดั่งเลื่องลือ กำแพงรัก ยากข้ามไป
               
                "เทพกระบี่ซา"

                    ในขณะที่เทพกระบี่ซายืนเกร็งพลังลมปราณภายในที่หมุนเวียนให้ทะลุทั่วทุกจุดสำคัญในร่างของเขา และรู้ว่าพลังที่เพิ่มขึ้นในนิมิตรมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแม้ไม่เทียบเท่ากันก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นพลังสะท้านโลกอยู่ดี
                      จิตของเขากลับคิดไปถึงเมื่อครั้งเยาว์วัย ที่เริ่มหัดกระบี่มาตั้งแต่อายุห้าปี จนถึงวัยสิบเจ็ดปี ฝึกแทงกระบี่แต่ละกระบวนท่าที่คิดค้นดัดแปลงจากท่านอาจารย์ จนบัญญัติขึ้นเอง ไม่ต่ำกว่าหมื่นครั้งต่อวันต่อหนี่งกระบวนท่า
                       เมื่ออายุครบยี่สิบปีออกผาดโผนในยุทธภพตงง้วน สามารถโค่นเจ้าสำนักกระบี่ไปทั่วหล้าอีกทั้งไม่มีมือกระบี่ใดสามารถรอดพ้นไปจากคมกระบี่ของเขาได้แม้สักผู้หนึ่ง และสังหารยอดยุทธที่เป็นมารยุทธภพไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน
                       จนได้รับขนานนามว่า"เทพเจ้ากระบี่ซา"
                       ภายหลังได้รับคำท้าประลองกระบี่กับจอมมารกระบี่อี้ผู้บรรลุเทพวิชาสิบสามกระบี่อันร้ายกาจยากจะหาผู้ต้านทานได้เกินกระบวนท่าที่สามได้เลยสักผู้หนึ่ง
                       ในระหว่างประลองกันระหว่างเทพเจ้ากระบี่ซาและจอมมารกระบี่อี้  จอมมารกลับบรรลุมหาเทพวิชากระบี่มารในกระบวนท่าที่สิบสี่ ซึ่งออกจะเหี้ยมโหดรุนแรงอำมหิต ในขณะเดียวกันนั้นเองจอมมารกระบี่อี้กลับบรรลุธรรมเป็นอริยชน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปพร้อมกัน
                         จอมมารจึงเกรงว่าจะก่อเภทภัยให้ยุทธภพในขณะที่ใช้กระบวนท่าที่สิบสี่ออกไป กลับผ่อนลมปราณลงเหลือเพียงเก้าส่วนเพื่อให้เทพเจ้ากระบี่ซาสังหารตนเอง แม้จิตมารจะไม่ครอบงำอีกแล้วก็ตาม
                        เทพเจ้ากระบี่ซาทราบในการต่อสู้ครั้งนั้น แต่ไม่สามารถยับยั้งเพลงกระบี่สุดขั้วแห่งทวยเทพของเขาได้ จึงได้สังหารจอมมารกระบี่อี้ด้วยกระบวนท่านี้อย่างไม่ตั้งใจเพราะสู้เต็มกำลัง
                         และในพริบตาหลังจากจอมมารได้สั่งเสียเทพเจ้ากระบี่ซาว่าให้ทำลายมหาเทพวิชากระบี่มารทิ้งเสียเพื่อไม่ให่ก่อเภทภัยกับผู้ใดในยุทธภพอีก ร่างของจอมมารก็ลุกเป็นไฟที่ปราศจากความร้อน ทำลายร่างตนเองจนหมดสิ้น
                         เทพหริอมาร ธรรมะหรืออธรรม ย่อมบังเกิดขึ้นได้แต่เพียงในใจผู้คนเท่านั้น                        
                         เทพเจ้ากระบี่ซากลับไปยังหมู่บ้านตน ประกาศทิ้งกระบี่โดยไม่จับกระบี่ที่ตีขึ้นทุกชนิดและไม่ฝึกกระบี่อีกเลยตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านของเขาจึงเรียกว่าหมู่บ้านทิ้งกระบี่หรือหมู่บ้านแขวนกระบี่ และไม่ให้ผู้ใดเรียกตนว่าเทพเจ้ากระบี่อีกต่อไป จึงมีแต่ผู้ที่เรียกขานเขาว่า"เทพกระบี่ซา"
                       
                       
                         ลี้กิมฮวย
                       

                        ในบรรดาสิบลำดับยอดฝีมือในตำราวิจารณ์อาวุธของแป๊ะเฮี่ยวเซ็งในยุทธภพ

1.กระบองฟ้าเทียนกี - เทียนกีเล่านั้ง (ผู้เฒ่าแซ่ซุนที่เป็นนักเล่านิทาน)

2.ห่วงหงส์มังกร (เล้งหงษ์ฮ้วง) - เซี่ยงกัวกิมฮ้ง (หัวหน้าพรรคกิมจี้ปัง หรือพรรคเหรียญทอง)

3.มีดบินของลี้น้อย(เซี่ยวลี้ปวยตอ) - ลี้คิมฮวง (ลี้น้อยมีดบิน ลี้ถ้ำฮวย)

4.กระบี่เหล็กซงเอี้ยง (ซงเอี้ยงทิเกี่ยม)- ก้วยซงเอี้ยง (แห่งหมู่บ้านกระบี่เหล็ก)

5.หอกเงิน - ลู่ฮงเชย (เจ้าน้อยหอกเงิน)

6.แส้อสรพิษ (เปี้ยงซิ้ง) - ไซมึ้งยิ้ว

7.ไม้เท้าเหล็กเทวราช (กิมกังทิไกว้) - จูกั้วกัง

8.ไม่มีระบุในเรื่อง

9.หัตถ์อสูรเขียว (แชม้อชิ้ว) - อีเข่า

10.ขลุ่ยหยก - เง็กเซียว

               แต่ภายหลังจากที่ลี้คิมฮวงหรือลี้ถ้ำฮวยฉายาว่า “ลี้น้อยมีดบิน” หรือ “เซี่ยวลี้เฟยตอ(????)”(มีดบินที่ไม่เคยพลาดเป้า )ได้ต่อสู้กับเซี่ยงกัวกิมฮ้ง และสุดท้ายก็ยังคงความจริงเช่นนั้นได้ว่าลี้น้อยมีดบินที่ไม่เคยพลาดเป้า
               ในชั้นหลังเอี๊ยบไค(ผู้ร่าเริง ผู้เบิกบาน)มีดบินชั้นหลัง พลังฝีมือกลับร้ายกาจกว่าลี้คิมฮวง เพราะมีดบินของเอี๊ยบไคมิได้ใช่ฆ่าคน แต่เอาไว้ช่วยคน พลังฝีมือทั้งหมดมาจากความว่างหรือพลังที่ยิ่งใหญ่
                จวบจนปัจจุบันกลับปรากฎว่ามีผู้ใช้มีดบินของผู้แซ่ลี้ออกมาในยุทธภพคือลี้กิมฮวย
                เซียวลี้ปังตอหรือปังตอน้อยมิเคยพลาดเป้า ซึ่งกล่าวกันว่าพลังฝีมือสูงล้ำกว่าผู้เป็นปรมาจารย์หรือแม้กระทั่งเอี๊ยบไคเสียอีก
                คลื่นลูกใหม่ย่อมไล่คลื่นลูกเก่าด้วยความแรงที่แรงกว่า
                แต่ไม่ปรากฎพื้นเพของผู้แซ่ลี้นามกิมฮวยรุ่นหลังนี้ เพียงแต่รู้จากการต่อสู้

                 มีดบินมังกรจักรวาล


                ในตำนานมีดบินที่ไม่เคยพลาดเป้าแห่งผู้ไร้ต้าน
                แม้ลิ้มคิมฮวง ปรมาจารย์แห่งเซียวลี้ปวยตอหรือมีดบินที่ไม่เคยพลาดเป้า ก็ยังไม่บรรลุวรยุทธแห่งรูปเท่านั้น เพราะท่านหลงจมปลักอยู่กับความรัก
               เอี๊ยบไค ผู้รับถ่ายทอดวิชามีดบินแห่งผู้เเซ่ลี้กลับเด่นล้ำกว่าเพราะ เอี๊ยบไคใช้มีดบินเพื่อปกป้องและเมตตา จึงบรรลุวรยุทธแห่งการไร้รูป
                แต่สำหรับลี้กิมฮวย กลับบรรลุธรรมถึงชั้นอริยชน ทำให้การบรรลุวรยุทธของลี้กิมฮวยไปถึงขั้นไร้รูปไร้นาม ซึ่งมีเพียงแต่ลี้กิมฮวยเท่านั้นที่รู้แต่เพียงผู้เดียว
                พลังแห่งมีดบินแห่งลี้กิมฮวยในสามมีดบินสุดยอด"มีดบินมังกรจักรวาล"คือ
                ศีลสง่า ที่มีพลังชำระบาปทุกชนิด เพิ่มบุญกุศล จิตแผ้ว
                สมาธิ มั่นจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
                ปัญญาไสว สว่างล้นจนเห็นการเคลื่อนไหวทุกสรรพสิ่ง

                 ชอลิ้ม
                    ชอลิ้วเฮียง (จีน: ???; Chu Liu Xiang) ขุนโจรทิ้งกลิ่นหอม ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดที่เขาปรารถนาจะขโมยแล้วขโมยไม่ได้ กำลังภายในสูงส่ง วิชาตัวเบาลึกล้ำ
               ไม่ทราบสังกัดสำนักอาจารย์ ไม่ใช้อาวุธคู่กายใด ๆ มีเพียง หนึ่งสมอง สองมือ และ ดรรชนีปาฏิหาริย์ เท่านั้น รูปพรรณสัณฐาน และ อายุ ไม่ระบุชัด แต่มีพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ชอบจับจมูกของตนเอง เวลาคิดเรื่องต่าง ๆ เนื่องจากเป็นโรคทางจมูก(ไซนัส)จึงทำให้ชอลิ้วเฮียงฝึกวิชาที่สามารถหายใจผ่านผิวหนังได้
                ขุนโจรแซ่ชอ อาศัยอยู่บนเรือสำราญ กับหญิงสาวสะคราญโฉมคู่ใจ 3 นางที่มีความเป็นมาลึกลับไม่ต่างกับเขา
               โซวย่งย้ง ผู้ชำนาญการแปลงโฉม อ่อนหวาน เยือกเย็น แต่มีความลับซ่อนอยู่ในใจ
                ซ่งเตี๊ยบยี้ น่ารัก ทำอาหารเก่ง และอายุน้อยที่สุดบนเรือสำราญ
                ลี้อั๊งซิ่ว ผู้รอบรู้เรื่องราวในยุทธจักรกระจ่างดุจเส้นบนฝ่ามือ
                เพื่อนสนิทที่สุด เติบโตมาด้วยกันแต่เยาว์วัย คือ โอ๊วทิฮวย แมวเมามาย ศัตรูสำคัญของเขา มีทั้ง หลวงจีนบ้อฮวย (ไร้บุปผา) เจี๊ยะกวนอิม (กวนอิมศิลา) เจ้าแม่วังน้ำทิพย์ ฯลฯ แต่ด้วยปฏิภาณไหวพริบ ทำให้เขารอดพ้นภัยอันตรายมาได้ทุกครั้ง
                ( ชอลิ้วเฮียงจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี )
                ในสิบปีที่ผ่านมาปรากฎบุรุษรูปงามราวกับมหาเทพเกิดขึ้นในยุทธภพ มีวิชาดรรชนีปาฏิหาริย์เป็นวิทยายุทธประจำตัว พลังภายในสูงส่งยากคาดเดา วิชาตัวเบาลึกล้ำ  อีกทั้งยังมีมหาเทพวิชาลึกลับที่สามารถตัดสินการต่อสู้กับเหล่าจอมยุทธผู้ที่ประลองยุทธด้วย และได้ชัยชนะในชั่วพริบตา ราวกับมหาเทพสะบัดมือ
                ใบของเขาหน้าคมเข้ม คิ้วโกร่งดังคันศร ตาแหลมคมดุจอินทรี จมูกสวยงามโด่งสันรับกับริมฝีปากสวยงามราวอิสตรี มีคางบุ๋ม ใบหน้าแม้สวยงามแต่ดูทรนงอจอาจ ร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแห่งพลังฝึกปรือพลังภายนอก
                 เคลื่อนไหวไปมาราวกับใช้เวทย์มนต์
                 ทุกวันนี้ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมหาเทพวิชาของเขาเลย เว้นเสียแต่คนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่ได้ต่อสู้กับเขาเท่านั้น ผู้คนที่ล้วนเป็น..........คนตาย
                ในยุทธภพต่างยอมรับชื่อเสียงเขาอย่างกว้างขวาง และขับขานเรื่องราวของเขาออกมาเป็นเสียงเพลง
                 และกล่าวขานชื่อของเขาทุกซอกซอยทั่วแผ่นดินว่าเทพแห่งผู้ไร้รอย...ชอลิ้ม
               

                 อินทรีย์ หรือ อินทรีย์ 5 คือ ความสามารถหลักทางจิต ห้า ประการได้แก่
                 สัทธินทรีย์ คือ ความศรัทธา ในโพธิปักขิยธรรม
                 วิริยินทรีย์ คือ ความเพียร ในสัมมัปปธาน
                 สตินทรีย์ คือ ความระลึกได้ ในสติปัฏฐาน
                 สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งมั่น ในญาณ
                 ปัญญินทรีย์ คือ ความเข้าใจ ในอริยสัจ

                 อินทรีย์ 5 เป็นหลักธรรมที่คู่กับ พละ 5
                 สัทธินทรีย์ เปรียบเสมือน การหาภาชนะดีๆมาใส่น้ำ
                 วิริยินทรีย์ เปรียบเสมือน การเติมน้ำสะอาดแทนน้ำสกปรกเสมอ
                 สตินทรีย์ เปรียบเสมือน การระวังไม่ให้สิ่งใดหล่นใส่ในน้ำ
                 สมาธินทรีย์ เปรียบเสมือน การถือภาชนะใส่น้ำไว้นิ่งๆและไม่ให้สิ่งใดมากระทกระเทือนให้หวั่นไหว
                  ปัญญินทรีย์ เปรียบเสมือน การเห็นนำสิ่งสกปรกออกจากน้ำ
อินทรีย์ 5 กับ อิทธิบาท 4

                   อินทรีย์5เป็นธรรมที่ส่งเสริมธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งกุศลคืออิทธิบาท4
สัทธินทรีย์ ส่งเสริม ฉันทะอิทธิบาท ความยินดีพอใจ วิริยินทรีย์ ส่งเสริม วิริยะอิทธิบาท ความเพียร แข็งใจปฏิบัติ สมาธินทรีย์ ส่งเสริม จิตตะอิทธิบาท ความตั้งใจ ปัญญินทรีย์ ส่งเสริม วิมังสาอิทธิบาท ความเอาใจฝักใฝ่สิ่งนั้น พิจารณาใคร่ครวญ อิทธิบาททั้ง 4 ก็จะมาส่งเสริม สตินทรีย์
                   อ้างอิง
                   สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. นวโกวาท. กรุงเทพ: สำนักพืมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐                  

                    เล็กสี่คิ้วนิ้วปาฎิหารย์

                   เมื่อหลายสิบปีก่อนมีเด็กผู้ชายผู้หนึ่งอายุเพียงสามปี ถูกทอดทิ้งไว้ที่วัดเส้าหลิน ใบหน้าหมดจดหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโต ผิวพรรณขาวสะอาด แต่ผิดแผกไปจากเด็กคนอื่นตรงที่...มันมีหนวด
               หลวงจีนเฒ่าเล็กซ้งเอี๊ยะผู้ดูแลหอคัมภีร์ได้เก็บมันมาชุบเลี้ยงไว้ พร้อมทั้งสอนให้เด็กน้อยรู้จักวรยุทธ โดยให้ใส่ห่วงเหล็กและถุงมือเหล็กตั้งแต่นั้นมา
               ในตอนเช้าของทุกวัน เด็กน้อยก็จะให้ใช้ฝ่ามือแทงกระทะทรายร้อน วันละกว่าพันหน
                พออายุได้เก้าปี ก็ได้พบกับสาวงามนามจิวหยงหยง เธอได้สอนให้เด็กน้อยได้รู้จักวิชาหมัดมวยประหลาด เสียบ สอด จิ้ม  ตั้งรับและรุกพร้อมกันเป็นวงกลมหรือว่าจะเป็นหมัดหยงชุนที่ลือเลื่อง และยังสอนวิชาตัวเบาให้เด็กน้อย จนยากที่ผู้ใดจะไล่ติดตามทัน
                เมื่ออายุได้สิบสี่ีเด็กน้อยที่ถูกหลวงจีนเฒ่าเรียกว่าเล็กน้อย ก็ได้ถูกถ่ายทอดพลังลมปราณจากหลวงจีนเฒ่า และหลวงจีนเฒ่าก็ได้ละสังขารไปตั้งแต่ตอนนั้น
                 อายุสิบห้าปีวัดเส้าหลินถูกมองโกลเผาทิ้ง ทั้งศิษย์บรรชิตและฆราวาสต่างหลบหนีออกไปจากวัด เล็กน้อยก็หนีไปกับจิวหยงหยง
                 ในระหว่างทางได้พบกับเหล่าทหารยอดยุทธของมองโกลกว่าหกสิบคน และได้เปิดฉากต่อสู้กัน จิวหยงหยงบาดเจ็บแล้วภายหลังจากที่ล้มทหารมองโกลไปได้กว่าสิบคน
                  ในบรรดาทหารมองดกลทั้งหมด มีผู้หนึ่งร่างกายสูงใหญ่ทรงพลังที่สุดได้ต่อสู้กับจิวหยงหยงตัวต่อตัว และทำให้จิวหยงหยงบาดเจ็บสาหัส
                   แต่มีดาบใหญ่อีกผู้หนึ่งได้ฟาดดาบใส่จิวหยงหยง ในฉับพลันนั้นเองกลับมีนิ้วของเด็กชายสองนิ้วคือนิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบดาบใหญ่นั้นไว้ได้และผู้ใช้ดาบก็ไม่สามารถจะขยับเขยื้อนดาบออกไปได้
                   กลับเป็นนิ้วสองนิ้วของเด็กชายนามเล็กน้อยนั้นเอง ทำเอาเหล่าทหารกล้าของมองโกลแตกตื่นใจ
                   "ปึ้กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
                   สี่สิบแปดหมัดที่ซัดออกไปจากเด็กชายแซ่เล็ก ทุกหมัดล้วนล้มทหารกล้ามองโกลร่างใหญ่ไปทั้งสิ้นสี่สิบแปดนาย
                   คงเหลือผู้ที่ร่างกายใหญ่ที่สุดนามอ๋องตองก้าและดาบใหญ่นามซังปอย
                   เมื่อดาบใหญ่ซังปอยถูกเด็กชายคีบดาบของตนที่ฟาดฟันออกไปได้ย่อมละอายและโกรธแค้น จึงกลับเข้าเล่นงานเด็กชายเล็กอีกครั้งหนึ่ง
                    "ฉับ"
                     เด็กชายเล็กพริ้วกายหลบทันดูคล้ายเฉียดฉิว
                     "ปึ๊กๆๆ"
                     ซัดหมัดออกไปสามหมัดโดนหน้า หน้าอกและท้องของซังปอยจนสะบัด จุกจนหน้าเขียว เร็วกว่าที่เห็น เด็กแซ่ลี้กระโดดถีบอีกครั้งหนึ่งจนร่างใหญ่กระเด็นไปกว่าสามต้นไม้ใหญ่กระแทกต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งและล้มฟุบไป
                      "ตูม"
                      "เจ้าเด็กน้อยหงวดนาม ฝีมือกล้าแข็งนัก ข้าอ๋องตองกล้า ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งมองโกลจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง"
                       เมื่อคำพูดกล่าวจบ หมัดใหญ่พลังสิบส่วนก็ถูกซัดออกมา
                       "ตูม"
                       เด็กชายเล็กซัดสองหมัดออกต้านรับ แต่กลับทำให้อ๋องตองก้าตื่นใจเพราะลมปราณภายในปั่นป่วนแล้ว จึงชักดาบออกมา คิดใช้วิชาดาบสามคลื่นที่ทำให้ตนเลื่องลือชื่อออกมา
                        "พอเถอะท่านลุง เสียหายเยอะมากเเล้ว"เด็กชายเล็กพลันกล่าวขึ้นมา
                         แต่ดาบสามคลื่นกลับถูกฟาดออกมาแล้วโดยที่เด็กชายก็คิดไม่ถึง
                         "เปรี้ยง"
                         ดาบใหญ่สามคลื่นกลับถูกเด็กชายหนวดงามคีบเอาไว้ได้ พลันมันกลับฟันฝ่ามือซ้ายออกไปยังดาบที่คีบอยู่
                         ดาบใหญ่หักเป็นสองท่อน แล้วมันก็ประคองจิวหยงหยงเดินหายลับไปจากสายตาของอ๋องตองก้าที่ตะลึงงงอยู่ณ.ที่นั้น
                         สิบปีต่อมา...........ในยุทธภพเลื่องลือชื่อจอมยุทธหนุ่มที่ชอบแส่เรื่องชาวบ้านพลังยุทธสูงส่ง วรยุทธเด่นล้ำ วิชาตัวเบาเป็นเลิศ ไม่มีศาสตราวุธใดๆเล่นงานมันได้ หากแต่ถูกนิ้วสองนิ้วของมันคีบไว้หมด ไปที่ไหนล้วนแต่ผู้คนจำได้ เพราะมันผู้นั้นมีสี่คิ้วหรือหนวดที่เรียวงาม มันจึงได้ฉายาว่า"เล็กสี่คิ้วนิ้วปาฎิหารย์"

                        ไซมึนช่วยเซาะ
                    ในบรรดาเพื่อนสนิทที่เล็กสี่คิ้วนับถือและเกรงกลัวที่สุดในชีวิต ย่อมหนีไม่พ้นไซมึนช่วยเซาะ" สุดยอดมือกระบี่แห่งจักรวาล "
                    พลังยุทธของมันไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งตัวของมันเอง
                    นิ้วที่ทรงพลังของผู้แซ่เล็กที่สามารถคีบกระบี่ได้ไปทั่วจักรวาล ก็ยังคงไม่มั่นใจปลายกระบี่ของไซมึนช่วยเซาะ
                   อีกทั้งยังขาดความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
                   มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไซมึนช่วยเซาะขอประลองฝีมือกับเล็กสี่คิ้ว
                    การประลองยุทธนั้นย่อมไม่มีการออมมือ เพราะกระบี่ย่อมเป็นกระบี่
                    กระบี่ของไซมึนฯเมื่อหลุดออกจากฝัก ย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสุดขั้วและความเร็วที่ยากจะหาผู้ใดมองเห็นได้ ความเร็วที่เหนือความเร็วทั้งปวง ยากที่จะเปรียบเทียบได้
                   ในหนึ้งร้อยแปดสิบสองกระบวนท่าระหว่างสองยอดยุทธ
                  "กระบี่ไร้อนาคต" เป็นการแทงซ้อนด้วยพลังลมปราณหนึ่งร้อยแปดครั้งของไซมึนช่วยเซาะแต่พุ่งใส่เล็กสี่คิ้วเพียงครั้งเดียว
                  เล็กสี่คิ้วกลั้นลมหายใจกระแทกศอกขวาด้วยฝ่ามือซ้ายปัดกระบี่นี้ พร้อมที่จะคีบกระบี แล้วก็ทำสำเร็จ แต่ปลายกระบี่นั้นยังคงทิ่มแทงไปที่หน้าอกของเล็กสี่คิ้ว ห่างจุดตายไปสองนิ้ว
                 ย่อมมิใช่การออมมือ กระบี่ที่ดีย่อมเป็นกระบี่
                 ตั้งแต่รอดตายคราวนั้น เล็กสี่คิ้วกลัวคำพูดของไซมึนช่วยเซาะที่สุดคือ
                "รับกระบี่"
                ในสามร้อยวันที่ยอดยุทธทั้งสองไม่ได้เจอกันวรยุทธของเล็กสี่คิ้วพัฒนาไปมากกว่าสิบเท่า
แต่ใยเล็กสี่คิ้วยังกลัวคำพูดของไซมึนช่วยเซาะที่สุดคือ
                "รับกระบี่"อีกเล่า

                 ( ขอกราบขอบพีระคุณท่านผู้เผยแพร่ข้อมูลและรูปภาพทางอินเตอร์เน็ท )    

10อันดับอาหารทำลายสุขภาพ

อันดับอาหารทำลายสุขภาพ
" จานเด็ด(ชีวิต) "
��อันดับ 1 แฮมเบอร์เกอร์
ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีช่วยทำให้สัตว์อ้วน

��อันดับ 2 ฮอทด็อก
ทำจากเนื้อส่วนที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตวที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้
จะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบด

��อันดับ 3 เฟรนซ์ฟราย
เป็นอาหารที่มี"ความเป็นพิษสูง"
จะทอดกันที่มีอุณหภูมิสูง จะทำให้มีสารอะคริลิไมด์ . แพร่ออกมา
เป็นสารโรคมะเร็ง

��อันดับ 4 คุกกี้
ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลอยู่สูง 23 กรัม
ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยไดัเร็วขึ้น

��อันดับที่ 5 พิชช่า
ในเชิงการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม 5 ชนิด
- เนยแท้ 10% เท่านั้น
- แป้ง ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไป แต่ได้เติมเกลือแร่สังเคราะห์เข้าไปใหม่
- ซอสมะเขือเทศทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศ สารกันบูด ที่อาจมีพิษเมื่อเกิดการสะสม
- แป้งสาลี ที่นำมาใช้ เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม
- น้ำม้นฝ้าย ฝ้ายไม่ได้เป็นพืช
พวกอาหาร มันอาจผ่านสเปร์ยด้วย
ยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

��อันดับ 6 น้ำอัดลม
สารตัวสำคัญ ในน้ำอัดลม ก็คือ
กรดกำมะถัน (Phosphoric acid)มีความเป็นกรดสูงมาก ที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน

��อันดับที่ 7 ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก มีการเติมสารปรุงรส ทำให้ปวดศีรษะ

��อันดับที่ 8 ไอศครีม
มีไขมันอยู่สูงมาก มีไขมันเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค และมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ที่แนะนำให้บริโภค

��อันดับที่ 9 โดนัท
โดยเฉลี่ย จะให้พลังงานประมาณ
300 แคลอลี่ 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตมากเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค

��อันดับที่ 10 โปเตโต้ชิพ
อาหารขบเคี้ยว จะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมท์ (Acrylimides) ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และทำลายประสาท

รู้สึกยังไงเวลาเรียกแท็กซี่ แล้วไม่รับผู้โดยสาร

ริมถนนแห่งหนึ่ง เด็กชายกำลังโบกแท๊กซี่
แท๊กซี่ : ไปไหนครับน้อง
เด็กชาย : ไม่ไป
แท๊กซี่ : อ้าววววเฮ้ย แล้วโบกทำไมวะ
เด็กชาย : รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกไม่ไป หงุดหงิดมั้ยล่ะ
แท๊กซี่ : ..........

บทกวี ชีวิตก็แค่นี้ล่ะ

กลอน8 ธรรมะดีๆ ชีวิตก็แค่นี้แหละ.

เวลาผ่าน พ้นไป ไม่หวนกลับ
ตะวันลับ ดับไป ให้โหยหา
ชีวิตพลัน สั้นลงไป ในเวลา
อีกไม่ช้า เวลาครบ จบทุกคน

จงเคร่งครัด ตัดสินใจ ในวันนี้
ว่าจะมี ความสุข ในทุกหน
จะมีทุกข์ หรือสุขไซร้ คือใจตน
เราสิคน กำหนด กฎขึ้นมา

บางคนต้อง มีเงิน สรรเสริญหนัก
บางคนต้อง มีคนรัก เป็นนักหนา
บางคนต้อง มีบ้าน ปานราชา
บางคนต้อง มียศฐา บารมี

หากไม่พบ ครบคาด ที่มาดหมาย
ที่หวังไว้ ยังไม่ได้ ในวิถี
ยังไม่ครบ เงื่อนไข ในชีวี
ไม่อาจมี ความสุข ต้องทุกข์ทน

ไม่ผิดหรอก ที่ตั้งฝัน ให้มันสูง
เพื่อจะจูง ใจเลิศ ให้เกิดผล
แต่อย่ายอม ให้ฝันบัง พรางใจตน
ตามฝันจน ลืมสุข ทุกข์ระทม

มันจะดี กว่าไหม ในวันนี้
หากชีวี ไร้ทุกข์ แสนสุขสม
ตามฝันด้วย ใจสนุก สุขบรม
หัดชื่นชม ความงดงาม ตามมรรคา

ตื่นขึ้นมา พร้อมสรรพ กับความคิด
ว่าชีวิต คือรางวัล ที่สรรหา
คนที่รัก คือสวรรค์ ประทานมา
ไม่อาจหา สิ่งใดเทียบ มาเปรียบปาน

จงอย่าเสีย เวลา แม้สักนิด
เพราะชีวิต อยู่ในวัฏ ฏะสงสาร
แม้เวลา ของเราไซร้ ใช่อยู่นาน
เกินคาดการณ์ เวลาพราก ต้องจากไป

ปฏิบัติ ต่อคน ที่ตนรัก
เหมือนว่าจัก ต้องจากกัน ในวันไหน
ทุกเวลา ทุกนาที อยู่ที่ใด
จงรักษา หัวใจ ใครคนนั้น

จะดูแล พ่อแม่ ที่แก่เฒ่า
จะชื่นชม ลูกเต้า ที่เฝ้าฝัน
จะรักคู่ ชู้ชื่น ทุกคืนวัน
จะแบ่งปัน ความสุข ให้ทุกคน

เพราะชีวิต เรานั้น มันสั้นนัก
อย่าช้าชัก ตัดสินใจ ให้เกิดผล
จะไม่ขอ เสียเวลา มาทุกข์ทน
ทำใจตน ให้สุขล้น จนนิพพาน

คำสอนของเตี่ย

อ่านแล้วดีมาก จึงลอกมาแบ่งปันค่ะ" คำสอนของเตี่ย "

ฉันเป็นลูกชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งหนีภัยสงคราม เหล่ากง เหล่าม่า ต้องหอบลูกกระเตงหลาน เสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีตายมาเมืองไทย

เตี่ยเล่าให้ฟังว่า อยู่เมืองจีนลำบากมาก ข้าวปลาอาหารไม่มีกิน มีแต่ความแห้งแล้ง ผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ตระกูลของเราได้เข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 7 ( เรียกว่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่เตี่ยพูดไม่เป็น )

ตระกูลของเรายึดอาชีพค้าขาย คนจีนชอบค้าขาย ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร สมัยนั้นลูกจ้างก็คือ กุลี ยากจนไม่มีความมั่นคง ถ้าคนจีนไม่ค้าขายก็ต้องไปเป็นกุลี ใช้แรงงานขายแรงงาน
อากงมีวิชาทำก๋วยเตี๋ยวติดตัวมา อากงจึงทำโรงก๋วยเตี๋ยว อาแปะทำโรงซีอิ๊ว อาโกเปิดร้านค้าขาย อาเจ็กไม่มีวิชาอะไร จึงไปเรียนวิชาชีพเป็นช่างไฟและจบออกมาเปิดร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ตระกูลของเราก็ได้ถ่ายทอดวิชาค้าขายต่างๆสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน

เตี่ยเป็นคนชอบชิม ชอบทาน เตี่ยทำอาหารเก่งมาก จึงยึดอาชีพทำโต๊ะจีน พวกเราก็พลอยได้กินอาหารเหลา อาหารอร่อย ระดับภัตตาคาร ฝีมือพ่อครัวขั้นเทพมาตั้งแต่เด็กๆ ก๊วนกุ๊กเพื่อนรักกับเตี่ยก็คือ เจ้าของเรือนเพชรสุกี้ยากี้ ถนนเพชรบุรี และอีกคนก็ เจ้าของภัตตาคารเจ้าพระยา
เตี่ยบอกว่า อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ทำอะไรก็ขายได้ ขอให้ทำของดี อร่อยจริง และ ราคาไม่แพงเกินไป

และต่อไปนี้ คือเรื่องเล่า ข้อคิด คำสอนจากเตี่ยของฉัน

1 ฉันมักจะเห็นเตี่ย ใส่กางเกงตูดปะ ตูดขาด ไม่พิถีพิถันที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนไทยเขาบ้าง จะได้สวยงามดูดี ไม่ทำให้ฉันต้องอายเพื่อน ฉันจึงถามเตี่ยว่า ทำไมเตี่ยไม่แต่งตัวดีดีเหมือนคนอื่นเขา เตี่ยตอบว่า
" เราเป็นคนจีนเนี่ย ปากท้องต้องมาก่อน อยู่เมืองจีน เราลำบากมาก แย่งกันกินแย่งกันใช้ พื้นดินสีแดง แห้งแล้ง อดอยาก ยากจน ไม่มีใครจะมาใส่ใจสนใจเรื่องเสื้อผ้า เรื่องแต่งตัว ขอแค่ได้กินอิ่ม กินดีดี มีชีวิตอยู่รอดก็ดีใจมากแล้ว จำไว้นะลูก ใส่กางเกงตูดขาดไม่เป็นไร แต่ปากท้องเราต้องอิ่ม คนในครอบครัวเราต้องกินอิ่ม "
พูดเรื่องนี้ปุ๊บ ฉันนึกภาพเด็กไทย อดข้าว กินข้าวกับน้ำปลา เพื่อหาตังค์ซื้อกระเป๋าหลุยส์วิคตอง ใบละห้าหมื่น ลอยขึ้นมาทันที .....

2 เมื่อเริ่มมีเงิน อย่าเอาเงินไปซื้อของปรนเปรอตนเองทั้งหมด ต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ขยายธุรกิจต่อไปด้วย

3 ขายอาหารจานเดียวนะ อย่าขายอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียว ทำให้อร่อย อร่อยจริงๆ แค่อย่างเดียวพอ ก็รวยได้ อาหารตามสั่ง ทำไม่ทัน ทำเยอะก็ไม่ได้ ไม่ทันรวยเหนื่อยตายก่อน

4 ต้องหัดฟังเพลงเก่าๆมั่ง เพลงเก่าๆ มันไพเราะน่าฟัง เพลงสมัยพวกแก มันไม่มีอะไรเลย ตะโกนกันโหวกเหวก มันเป็นเพลงตรงไหน

5 อย่าไปดองกับคนไม่ดี ลูกหลานไปมีครอบครัว ถ้าไปแต่งงานกับคนไม่ดี ตระกูลไม่ดี เป็นนักเลง ติดยา ติดการพนัน ขี้โกง เห็นแก่ตัว ขี้เหนียว ไม่รักญาติพี่น้องไม่เอาใคร ดองกันไป ก็เดือดร้อนทั้งตระกูล เพราะคนจีนเราผูกพันกัน เกี่ยวพันกันเป็นครอบครัวใหญ่

6 ถ้าหาแฟนดีดีไมได้ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครดีกับลูก ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องไปฟูมฟายเสียใจหาใครเค้า ลูกสาวคนเดียวเตี่ยเลี้ยงได้

7 เป็นพี่น้อง ต้องรักกันมากๆ อย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน พ่อแม่จะนอนตายตาไม่หลับ

8 เตี่ยตื่นตีสี่ ตีห้าทุกวัน เตี่ยบอกว่า เราตื่นก่อนเขาก็ทำงานก่อนเขา มีเวลามากกว่าเขาวันละ 1 ชม. ชีวิตเราก็ล้ำหน้าคนอื่นไปแล้ว วันละ 1 ชม. ทำให้นึกถึงคำคนจีนว่า " อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา "

9 มีวัดอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนต้องดูแล ไม่ใช่เอาแต่หอบเงินขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทำบุญวัดโน้น วัดนี้ แต่วัดในชุมชนตนเองหมู่บ้านตนเองไม่ดูแลเลย เราเกิดที่นี่โตที่นี่เราต้องดูแลบ้านของเรา

คิดถึงเตี่ยมาก รักเตี่ยทุกๆวัน รูปเตี่ยอยู่ในกระเป๋าหนูตลอดเวลา…..

.

Waiting....